โดย ASTVผู้จัดการรายวัน
พิสูจน์ชะตากรรมคนลุ่มน้ำโขง ใต้เงาเขื่อนยักษ์ สุดท้ายมีแต่เหี่ยวแห้งตามระดับน้ำ ที่เริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงวิกฤตร้ายแรงกำลังมาเยือนคนท้ายเขื่อนกั้นแม่โขง ในทุกมิติ ทั้งธุรกิจเดินเรือ ยันเกษตร-ประมง ของ 5 ชาติ “พม่า – ลาว – ไทย – กัมพูชา-เวียดนาม” สื่อจีนฟันธง แล้งนี้หมดหวังน้ำจากเหนือเขื่อน หลังหยุนหนันเจอแล้งหนักรอบ 6 ทศวรรษ
เพียงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ระดับน้ำในแม่น้ำโขง จากการตรวจวัดระดับน้ำที่ ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย มีระดับต่ำสุดที่ 0.37 เมตร นับเป็นระดับต่ำสุดในรอบชั่วอายุคนที่เคยเห็นกับตา ทั้งที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้ง จากปกติน้ำโขงจะเริ่มแห้งในเดือนเมษายน
ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่น่าหวาดหวั่นยิ่งของคนลุ่มน้ำโขงทั้งพม่า ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม
บรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ ที่อาศัยอยู่ริมน้ำตามพรมแดนเชียงราย ทั้งที่ อ.เชียงแสน อ.เชียงของ และ อ.เวียงแก่น ตลอดแนว 90 กิโลเมตร ต่างก็ระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาไม่เคยพบเคยเห็นแม่น้ำโขงเหือดแห้งมากเท่านี้มาก่อน เพราะเหลือความลึกเฉลี่ยไม่ถึง 1 เมตร จนเห็นเกาะแก่ง ผาหิน ใหม่ๆ ซึ่งไม่เคยเห็นโผล่พ้นน้ำทั่วบริเวณ
ทั้งนี้ เพราะเมื่อปี 2541 ระดับน้ำต่ำสุด ณ จุดเดียวกันนี้ วัดได้ที่ 0.83 เมตร ,ปี 2542 วัดได้ 0.83 เมตร , ปี 2543 วัดได้ 1.12 เมตร , ปี 2544 วัดได้ 1.08 เมตร , ปี 2545 วัดได้ 1.39 เมตร , ปี 2546 วัดได้ 1.26 เมตร , ปี 2547 วัดได้ 0.70 เมตร , กุมภาพันธ์ 2551 วัดได้ 0.97 เมตร , ปี 2552 ต่ำสุดที่ 1.06 เมตร
นอกจากนี้ เว็บไซต์ http://society.yunnan.cn/html/2010-02/23/content_1081592.htm ยังเผยแพร่ข้อมูลของกองทัพเรือสิบสองปันนาอีกว่า ตั้งแต่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นมา น้ำที่ไหลในแม่น้ำโขงเหลือเพียง 260-280 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)/วินาที ทำให้มีเรือติดอยู่ตามชายแดนพม่า – ลาว หลายลำ แต่ด้วยภัยแล้งในจีน ทำให้ไม่สามารถพึ่งพาการปล่อยน้ำจากเขื่อนจิ่งหง อันเป็นเขื่อนที่อยู่ใต้สุดของจีนที่กั้นน้ำโขงอยู่ เพื่อช่วยเหลือเรือสินค้าที่อยู่ใต้น้ำได้
ขณะที่ นสพ.ไชน่าเดลี่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ตีพิมพ์ข่าวสารระบุว่า นับตั้งแต่ปลายปี 2552 เป็นต้นมาได้มีความพยายามกักเก็บน้ำไว้ในเขื่อน เพราะได้เกิดความแห้งแล้งในพื้นที่มณฑลหยุนหนัน สาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างหนักและร้ายแรงที่สุดในรอบ 60 ปี
รวมถึงเจ้าหน้าที่ของบริษัทหัวเหนิงลานซางไฮโดรพาวเวอร์ จำกัด เอกชนที่เข้าไปก่อสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงทั้ง 4 แห่ง ก็ยังระบุว่า ภัยแล้งที่เกิดขึ้นอาจจะส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในเขื่อน จนกระทบต่อการผลิตกระแสไฟฟ้าในมณฑลหยุนหนันได้เช่นกัน
เช่นเดียวกับ นสพ.หนานฟ่างเดลี่ ของจีน ซึ่งรายงานในทำนองเดียวกันว่า ได้เกิดความแห้งแล้งในหยุนหนัน อย่างหนัก ทำให้เขื่อนเสี่ยววาน ต้องการน้ำอย่างมาก เพราะเป็นเขื่อนสำคัญสำหรับหล่อเลี้ยงเขื่อนอื่นๆ
นี่คือ ดัชนีบ่งชี้ชะตากรรมของคนในลุ่มน้ำโขงตอนใต้ตลอดแนวในแล้งนี้
คนเดินเรือสินค้า – เรือโดยสาร ไม่ว่าเล็ก หรือใหญ่ ที่ใช้แม่น้ำโขงทำมาหากินหล่อเลี้ยงชีวิต นอกจากต้องหยุดเดินเรือกันถ้วนหน้าในแล้งนี้แล้ว พวกเขายังมองไกลไปอีกว่า เรื่องปริมาณน้ำที่แห้งเหือด ไม่ใช่ปัญหาเดียวของแม่น้ำโขง แต่ยังมีปัญหาอื่น ที่เป็นเรื่องใหญ่เกิดขึ้นอีก นั่นคือ ตะกอนทราย ในแม่น้ำโขงที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ใต้ท้องน้ำ เต็มไปด้วยทราย ซึ่งพร้อมจะทำให้เรือเกยตื้นหรือใบพัดเรือตีจนเสียหายได้ทุกเมื่อ
ปัจจุบันจึงเหลือเพียงเรือยนต์ช้า -เรือโดยสารสำหรับคนลาวข้ามมาซื้อสินค้าหรือรักษาพยาบาลในฝั่งไทยที่นานๆ ครั้งจะแล่นเข้าออกฝั่ง แต่บรรทุกผู้โดยสารได้คราวละ 1-2 คนเท่านั้น รอวันที่แม่น้ำจะกลับมาเจิ่งนองช่วงต้นฤดูฝน หรือไม่ก็ต้องคอยอานิสงส์ การปล่อยน้ำจากเขื่อนในเขตจีน ซึ่งอยู่ห่างจาก อ.เชียงแสน ไปทางเหนือประมาณ 300 กิโลเมตร
นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ที่ปรึกษาเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา ตั้งประเด็นว่า ดูอย่างนี้แล้ว ทำไมคนของรัฐไทย ยังออกมาบอกว่า น้ำโขงแห้ง ไม่ได้เกิดจากเขื่อนจีน !?
สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ กล่าวว่า ได้ร่วมกับภาคประชาชนลุ่มแม่น้ำโขง และแม่น้ำสาขา เฝ้าติดตามความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำมาตลอด ทั้งจัดทำข้อมูลและวิจัยเกี่ยวกับธรรมชาติของพืช-สัตว์ในแม่น้ำโขง วิถีชีวิตของชาวบ้านริมฝั่งซึ่งใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขง แม่น้ำสาขา ฯลฯ กระทั่งพบว่าแม่น้ำโขงกำลังจะได้รับผลกระทบ หลังจากมีเขื่อนกั้นในมณฑลหยุนหนัน ตั้งแต่ปี 36 คือเขื่อนม่านวาน
จากนั้นในปี 2544 ก็มีการใช้ข้อตกลงการเดินพาณิชย์ในแม่น้ำโขงตอนบน 4 ชาติคือไทย พม่า สปป.ลาว และจีนตอนใต้ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากเศรษฐกิจของจีนเริ่มขยายตัว ต้องการใช้ทรัพยากรสูงขึ้นโดยเฉพาะกระแสไฟฟ้าและน้ำ ขณะเดียวกันมีเรือสินค้าในแม่น้ำโขงแล่นระหว่างจีน – อ.เชียงแสน อ.เชียงของ มากขึ้นด้วย
“เรามองว่า ทั้งหมดไม่ได้เป็นไปตาม รธน.ของไทย เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่โครงการเหล่านี้ก็ยังเดินหน้า ทั้งเรื่องเขื่อนที่สร้างขึ้นแล้วทั้ง 4 แห่งในหยุนหนัน การระเบิดเกาะแก่งเปิดทางให้เรือสินค้าบรรทุกสินค้าใน 4 ชาติ”
เขามองว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะผลของแม่น้ำโขงแห้งขอดจนเกือบจะเท่าปีนี้เริ่มเกิดขึ้นในปี 2539-2540 ซึ่งเขื่อนแห่งแรก เริ่มเปิดและกักเก็บน้ำพอดี โดยเกิดผลกระทบหนักในเขต สปป.ลาว กระทั่งปีนี้เขื่อนแห่งที่ 4 ในแม่น้ำโขงเริ่มกักเก็บน้ำเมื่อปลายปี 2552 ผลกระทบก็ออกมาอย่างที่เห็น
ปรีชา ร้อยแก้ว แกนนำกลุ่มรักษ์เชียงของ อีกคน บอกว่า วิกฤตน้ำโขง ทำให้คนสองฝั่งน้ำที่อยู่ใต้เขื่อนจีนลงมา กระทบกันถ้วนหน้า เช่น คนหาไก (สาหร่ายน้ำจืด) ที่ต้องใช้อุณหภูมิ-ความลึก ที่เหมาะสม รวมทั้งเติบโตอยู่บนโขดหินตามริมฝั่งแม่น้ำที่ตื้นพอเหมาะ แต่เมื่อน้ำโขงแห้ง ไกเกาะติดอยู่บนหินเขียวขจี ก็ค่อยๆ ตายเพราะถูกแสงแดดแผดเผา
“ปีนี้คิดว่า แทบจะไม่มีไกให้ชาวบ้านได้บริโภคหรือนำมาแปรรูปขาย”
ส่วนภาคเกษตรริมโขง (พื้นที่เกษตรหน้าหมู่) ซึ่งชาวบ้านใช้พื้นที่ริมฝั่งเพาะปลูกพืชผักสวนครัว ก็ได้รับผลกระทบมาตั้งแต่ปี 2540 หรือ 1 ปีหลังเขื่อนแห่งแรกของจีนเปิดใช้งาน เพราะบางครั้งน้ำก็ท่วม บางครั้งก็เหือดแห้ง ทั้งยังมีปัญหาตลิ่งพังทลาย ทำให้หลายรายสูญเสียที่ทำกิน ที่ธรรมชาติเคยให้มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายไปอย่างน่าเสียดาย
ศรีนวล สมพันธ์ อายุ 56 ปี คนขับเรือหางยาวรับนักท่องเที่ยวในแม่น้ำโขงที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย สะท้อนว่า เขาขับเรือรับจ้างมานานกว่า 20 ปีไม่เคยเห็นน้ำโขงแห้งมากเท่าปีนี้มาก่อน จนแม้แต่เรือเร็วยังแล่นไม่ได้ เพราะใบพัดจะโดนทรายหรือหิน ซึ่งถือว่าช่วงนี้ได้รับผลกระทบอย่างมาก เดิมจะมีรายได้วันละ 1,000-2,000 บาท วันนี้แทบจะไม่มีรายได้เลย
เช่นเดียวกับนายอัศกร ธรรมรัตน์ อายุ 36 ปี ชาวประมงที่หมู่บ้านปงโขง ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน กล่าวว่า เขาออกหาปลาในแม่น้ำโขงด้วยอุปกรณ์ต่างๆ เช่น มอง อวนเล็ก ไซ ฯลฯ เลี้ยงชีพมานาน แต่รอบหลายปีที่ผ่านมาแม่น้ำโขงขึ้น 3 วัน ลด 3 วัน ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ทำให้อุปกรณ์หาปลาที่ดักปลาริมฝั่งแทบใช้การไม่ได้ ส่วนการหาปลาด้วยมอง ตามปกติก็ได้แค่ปลาซิว หรือปลากระตักขนาดเล็ก จากอดีตเคยจับได้ปลาแค้ ปลาคัง ฯลฯ
“ธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ปลาในน้ำโขงหายไปหมด”
รายงานชะตากรรมคนลุ่มโขงใต้เงาเขื่อนจีน “สามเหลี่ยมทองคำยันเวียดนาม” โขงกลายสภาพ
| เปิดบันทึกวิถีคนลุ่มน้ำโขง พบตั้งแต่สามเหลี่ยมทองคำ-แก่งช้างหมอบ ยันทะเลสาบเขมร-ที่ราบลุ่มน้ำโขงเวียดนาม ตกที่นั่งเดียวกันทั้งแถบ กระชังปลาหนองคายนับพันเสี่ยงเจ๊ง พื้นที่เกษตรหน้าหมู่ ไร้อนาคต หลังมหานทีใหญ่ที่เคยกว้างร่วมกิโลฯ วันนี้บางจุดกลายเป็นลำห้วยสายน้อยเท่านั้น แม้รัฐบาลในประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ไม่มีใครส่งเสียงออกมาดัง ๆ ว่า เขื่อนกั้นน้ำโขงของจีน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้วิกฤติแม่น้ำโขงรุนแรงขึ้น หรือเป็นเพราะปริมาณน้ำสะสมทั้งน้ำโขง – แม่น้ำสาขา ปีที่ผ่านมามีน้อย เหลือปริมาณน้ำต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 40 ปี ก็ตาม แต่การเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง ก็ทำให้ “คนลุ่มน้ำ” ตลอดแนวรับรู้ – รับผล อย่างเลี่ยงไม่พ้น หลายสิบปีก่อน ชาวบ้านหาดไคร้ ต.เวียง อ.เชียงของ จับปลาบึกได้ปีละหลายสิบตัว เช่น ปี 2529 จับได้ 18 ตัว ปี 2533 จับได้ถึง 69 ตัว แต่หลังจากนั้นก็จับได้น้อยลงเรื่อย ๆ จนถึงปี 2544-2546 หลังมีเขื่อนจีนเกิดขึ้น-มีการระเบิดเกาะแก่งกลางน้ำ เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ ก็จับไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว กระทั่งปี 2547 จึงจับได้ 7 ตัว และนับแต่นั้นมา สถิติการจับปลาบึกที่หาดไคร้ก็เหลือปีละ 1-2 ตัวเท่านั้น สุดท้ายอาชีพจับปลาบึกในน้ำโขง ก็เหลือเพียงพิธีกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเท่านั้น ไล่เลาะลงไปที่ “บ้านหม้อ – บ้านป่าสัก” ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ที่มีคุ้งน้ำโขงอยู่ โดยมี “ดอนชิงชู้” สันดอนทรายของ สปป.ลาว อยู่กลางน้ำโขง วันนี้ เมื่อน้ำโขงแห้งเหือดลง ทำให้ดอนชิงชู้ กลายเป็นคันกั้นน้ำธรรมชาติ ทำให้เกิดหาดทรายกว้างใหญ่ขึ้น แม้แต่แอ่งกระทะ ก็แห้งเหือดไม่เหลือน้ำให้เห็น เรือที่ชาวบ้านเคยใช้สัญจรไปมา – เรือหาปลา ต้องจอดนิ่งสนิท ต่างจากแล้งก่อน ๆ อย่างสิ้นเชิง ผอง ดวงดี ชาวบ้านหม้อ บอกว่า น้ำโขงปีนี้ลดเร็วมาก ตั้งแต่ธันวาฯปีที่แล้ว จนถึงต้นกุมภาพันธ์ 2553 ก็แห้งขอด ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน |
|||||
เธอบอกว่า ในอดีตก่อนที่จีนจะสร้างเขื่อน หน้าแล้ง ยังพอมีน้ำโขงไหลมาอยู่บ้าง แม้จะไม่ลึกมากนัก แต่ก็มีน้ำขังอยู่บริเวณแอ่งกระทะกลางลำน้ำ ให้ชาวบ้านใช้ประโยชน์ทั้งจับปลา สูบน้ำ หาบน้ำรดสวนผัก บน “พื้นที่เกษตรหน้าหมู่” และสวนผักริมฝั่งโขง แม้กระทั่งสงกรานต์ แอ่งกระทะเหล่านี้ยังเป็นที่พักผ่อนท่องเที่ยว – เล่นน้ำคลายร้อน พอให้คึกคักชุ่มชื่นกันบ้าง ขณะที่ พรมลิน อ่วมกลาง ชาวประมงบ้านหม้อ สะท้อนว่า เขาจับปลาในแม่น้ำโขงมาตั้งแต่เด็ก จนวันนี้ อายุ 43 ปีแล้ว เห็นแม่น้ำโขงเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เดิมไม่ว่าจะเป็นช่วงน้ำหลาก น้ำแล้ง ปลาในน้ำโขงก็ยังอุดมสมบูรณ์ หาได้มากบ้าง น้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับฝีมือ-โชคของพรานปลาแต่ละคน แต่ปีนี้ ปลาที่จับได้ล้วนแต่เป็นปลาเล็ก – ขนาดกลาง เช่น ปลาเนื้ออ่อน, ปลาแข้, ปลาคัง, ปลาเผาะ, ปลาขาว เป็นต้น และยังต้องออกเรือไปให้ถึงร่องน้ำลึก เพื่อให้ปล่อยอวน ลากอวน ได้ อีกทั้งเมื่อน้ำโขงลด ร่องน้ำลึกก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย เราก็ต้องเปลี่ยนที่หาปลาใหม่ไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับเกษตรกรเลี้ยงปลากระชังในน้ำโขง ที่บ้านเจริญสุข ต.หินโงม อ.เมืองหนองคาย ที่มีกว่า 100 ราย หรือประมาณ 1,000 กระชังปลา วันนี้พวกเขาต่างเฝ้ามองน้ำโขงด้วยสายตาที่กังวล สุเทพ หินต์วัน ผญบ.บ้านเจริญสุข บอกว่า ตั้งแต่ต้นกุมภาฯปีนี้ ชาวบ้านที่เลี้ยงปลากระชิงแถบนี้ ต้องคอยสังเกตระดับน้ำโขงทุกวัน เพราะกระชังปลา สูง 1.5 เมตร แต่ล่าสุดระดับน้ำบริเวณนี้อยู่ที่ประมาณ 2 เมตร หากน้ำโขงยังลดลงอีก เชื่อว่าเมษายนปีนี้ น้ำโขงจะต่ำกว่าความสูงของกระชังปลา และเมื่อนั้นก็คงต้องดันกระชังไปอยู่ร่องน้ำลึก เพื่อให้ปลาอยู่รอดได้ |
|||||
“ปี 50 ชาวบ้านต้องดันกระชังปลาออกห่างจากตลิ่งไปนับ 10 เมตร ทั้งที่น้ำโขงมีมากกว่าแล้งนี้มาก” แต่สิ่งที่พวกเขากังวลมากกว่านี้ก็คือ ถ้าน้ำโขงยังแห้งต่อเนื่องไปอีก และภาวะภัยแล้งที่ยาวไปจนถึงเดือนพฤษภาคม พื้นที่เกษตรของหนองคาย ที่เคยใช้น้ำโขงหล่อเลี้ยงมาตลอด จะตกอยู่ในสภาพไหน !? ไม่ผิดกับน้ำโขง แถบ อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ เรื่อยไปถึง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี ที่กล่าวได้ว่า ใครคิดว่าแม่น้ำโขง จะเป็นเหมือนที่เคยเห็นหลายๆปีก่อน ต้องผิดคาดอย่างสิ้นเชิงแน่นอน เพราะจากมหานที ที่กว้างเกือบกิโลเมตร เหลือแค่ร่องน้ำเล็ก ๆ ที่ผ่านได้เฉพาะเรือเล็กเท่านั้น ยิ่งเมื่อเทียบกับภาพเก่าที่เคยถ่ายไว้ ณ จุดเดียวกัน ยิ่งยืนยันกับ สิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำนานาชาติสายนี้ เพราะมีสภาพผิดกันราว “ฟ้ากับดิน” เช่น ที่ “แก่งช้างหมอบ บ้านห้วยยาง ต.เขมราฐ อ.เขมราฐ” เมื่อปี 2549 แม้เป็นหน้าแล้ง หินโสโครก – ไม้น้ำ จะโผล่ให้เห็นเพียงเล็กน้อย แม้บางส่วนจะเป็นร่องน้ำตื้น แต่ก็มีน้ำไหลแรง พอให้ผู้คนใช้เป็นที่พักผ่อน-เล่นน้ำสงกรานต์กันหนาตา แต่ปีนี้ สายน้ำจุดเดียวกัน กลับขาดช่วง ท้องน้ำแห้งสนิท บางแห่งผืนดินที่อยู่ท้องน้ำมาหลายชั่วอายุคน วันนี้ กลับแตกระแหง แน่นอนว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ ย่อมทำให้ “ชุมชนคนลุ่มน้ำ” ไม่ว่าจะเป็น พม่า ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม ต้องปรับตัวกันขนานใหญ่ทีเดียว จากที่เคยล่องเรือจับปลาตามคุ้งน้ำใหญ่ ต้องหันมาเดินถือแห เดินไปตามท้องน้ำโขง เหมือนลำน้ำขนาดเล็กแทน |
|||||
บรรดาลูกเด็ก เล็กแดง เดินลัดเลาะตามโขดหิน จับปูปลาขนาดเล็กที่หลบซ่อนอยู่ตามโขดหินน้อยใหญ่ที่น้ำกำลังเหือดแห้งลงทุก ขณะ ระหว่างที่ผู้สื่อข่าวนั่งเรือล่องดูสภาพแม่น้ำโขง โดยมี “บุญชู ศรีบานเย็น” พรานปลา ทำหน้าที่เป็นนายท้ายบังคับเรือ มี“สวัสดิ์ วระบุญญา” มัคคุเทศก์ประจำแก่งช้างหมอบ ทำหน้าที่ผู้นำร่อง คอยสอดส่ายตาไม่ให้ท้องเรือชนโขดหิน เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่น้ำโขงลดลง มุมหนึ่งส่งผลดีกับผู้ประกอบอาชีพประมงริมแม่น้ำ เพราะลำน้ำที่แคบลงมาก ทำให้ชาวประมงสามารถจับปลาได้มากกว่าปกติ ราคาปลาแม่น้ำโขงขณะนี้ จึงปรับตัวลดลงตามปริมาณปลาที่ไหลเข้าสู่ตลาด ปลาเศรษฐกิจ ทั้งกลุ่มปลาเนื้ออ่อน เช่น ปลานางแดง , ปลาหนัง /กลุ่มปลาเคิง ปลาคัง ปลากดที่นักกินปลานิยมนำไปทำลาบ ลวกจิ้ม และต้มยำ มีราคาถูกลงเฉลี่ยขายกันที่กิโลกรัมละ 130-160 บาท /กลุ่มปลามีเกล็ด ทั้งปลาก่ำ ปลานกแก้ว และอีกหลายสายพันธุ์ นิยมนำไปทำก้อย ทำลาบ หรือยำ มีราคาไม่เกินกิโลกรัมละ 130 บาท ทั้งที่อดีตปลาเหล่านี้ มีราคาเฉลี่ยต่อกิโลกรัมไม่ต่ำกว่า 150 บาท และบางฤดูมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละเกือบ 250 บาท บุญชู มองว่า ลำน้ำที่แห้งขอดขณะนี้ ไม่น่าส่งผลกระทบต่อการขยายพันธุ์ เพราะช่วงน้ำลดไม่ใช่ฤดูวางไข่ แต่จะกระทบถึงถิ่นฐานที่อยู่ของปลาในอนาคตหรือไม่ ตอบไม่ได้ เพราะปรากฏการณ์แม่น้ำโขงแห้งขนาดนี้ เกิดขึ้นเป็นปีแรก “แต่จากลำแม่น้ำที่เคยกว้างกว่าหนึ่งกิโลเมตร เหลือแค่ร่องน้ำลึก ซึ่งมีระดับน้ำระหว่าง 1-3 เมตร ทำให้ง่ายต่อการจับปลาของชาวประมงริมแม่น้ำแน่นอน” แต่สำหรับ มัคคุเทศก์สวัสดิ์ ให้ความเห็นต่างว่า น้ำที่ลดลง ส่งผลต่อเนื่องหลายประการ และเชื่อว่าน้ำโขงหายไปเพราะเขื่อนจีน โดยดูได้จากน้ำขึ้นเร็วและลงเร็ว เหมือนการระบายน้ำออกจากเขื่อน ที่จู่ๆน้ำก็ขึ้นภายใน 1-2 วัน ต่อมาไม่นานน้ำก็แห้งอีก “น้ำโขงขึ้น-ลงปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ” และแน่นอนไม่เพียงแต่สามเหลี่ยมทองคำ , บ้านหม้อ , แก่งช้างหมอบ ฯลฯ ในน้ำโขงที่เลาะเลียบพรมแดนไทยจากเหนือ – อีสาน จะตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันเท่านั้น แต่หมายรวมไปถึงมหานทีสี่พันดอน หลีผี คอนพะเพ็ง แห่งนครจำปาสัก สปป.ลาว เรื่อยไปจนถึง ทะเลสาบเขมร ที่ราบลุ่มน้ำโขงเวียดนาม ที่เป็นแหล่งผลิตพืชผลทางการเกษตรและแหล่งท่องเที่ยว ที่สำคัญของทั้ง 2 ประเทศ ที่มีน้ำโขงหล่อเลี้ยง ก็หนีไม่พ้นชะตากรรมเดียวกัน |












ความเห็นล่าสุด