โดย ASTVผู้จัดการรายวัน

พิสูจน์ชะตากรรมคนลุ่มน้ำโขง ใต้เงาเขื่อนยักษ์ สุดท้ายมีแต่เหี่ยวแห้งตามระดับน้ำ ที่เริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงวิกฤตร้ายแรงกำลังมาเยือนคนท้ายเขื่อนกั้นแม่โขง ในทุกมิติ ทั้งธุรกิจเดินเรือ ยันเกษตร-ประมง ของ 5 ชาติ “พม่า – ลาว – ไทย – กัมพูชา-เวียดนาม” สื่อจีนฟันธง แล้งนี้หมดหวังน้ำจากเหนือเขื่อน หลังหยุนหนันเจอแล้งหนักรอบ 6 ทศวรรษ

เพียงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ระดับน้ำในแม่น้ำโขง จากการตรวจวัดระดับน้ำที่ ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย มีระดับต่ำสุดที่ 0.37 เมตร นับเป็นระดับต่ำสุดในรอบชั่วอายุคนที่เคยเห็นกับตา ทั้งที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้ง จากปกติน้ำโขงจะเริ่มแห้งในเดือนเมษายน

ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่น่าหวาดหวั่นยิ่งของคนลุ่มน้ำโขงทั้งพม่า ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม

บรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ ที่อาศัยอยู่ริมน้ำตามพรมแดนเชียงราย ทั้งที่ อ.เชียงแสน อ.เชียงของ และ อ.เวียงแก่น ตลอดแนว 90 กิโลเมตร ต่างก็ระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาไม่เคยพบเคยเห็นแม่น้ำโขงเหือดแห้งมากเท่านี้มาก่อน เพราะเหลือความลึกเฉลี่ยไม่ถึง 1 เมตร จนเห็นเกาะแก่ง ผาหิน ใหม่ๆ ซึ่งไม่เคยเห็นโผล่พ้นน้ำทั่วบริเวณ

ทั้งนี้ เพราะเมื่อปี 2541 ระดับน้ำต่ำสุด ณ จุดเดียวกันนี้ วัดได้ที่ 0.83 เมตร ,ปี 2542 วัดได้ 0.83 เมตร , ปี 2543 วัดได้ 1.12 เมตร , ปี 2544 วัดได้ 1.08 เมตร , ปี 2545 วัดได้ 1.39 เมตร , ปี 2546 วัดได้ 1.26 เมตร , ปี 2547 วัดได้ 0.70 เมตร , กุมภาพันธ์ 2551 วัดได้ 0.97 เมตร , ปี 2552 ต่ำสุดที่ 1.06 เมตร

นอกจากนี้ เว็บไซต์ http://society.yunnan.cn/html/2010-02/23/content_1081592.htm ยังเผยแพร่ข้อมูลของกองทัพเรือสิบสองปันนาอีกว่า ตั้งแต่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นมา น้ำที่ไหลในแม่น้ำโขงเหลือเพียง 260-280 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)/วินาที ทำให้มีเรือติดอยู่ตามชายแดนพม่า – ลาว หลายลำ แต่ด้วยภัยแล้งในจีน ทำให้ไม่สามารถพึ่งพาการปล่อยน้ำจากเขื่อนจิ่งหง อันเป็นเขื่อนที่อยู่ใต้สุดของจีนที่กั้นน้ำโขงอยู่ เพื่อช่วยเหลือเรือสินค้าที่อยู่ใต้น้ำได้

ขณะที่ นสพ.ไชน่าเดลี่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ตีพิมพ์ข่าวสารระบุว่า นับตั้งแต่ปลายปี 2552 เป็นต้นมาได้มีความพยายามกักเก็บน้ำไว้ในเขื่อน เพราะได้เกิดความแห้งแล้งในพื้นที่มณฑลหยุนหนัน สาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างหนักและร้ายแรงที่สุดในรอบ 60 ปี

รวมถึงเจ้าหน้าที่ของบริษัทหัวเหนิงลานซางไฮโดรพาวเวอร์ จำกัด เอกชนที่เข้าไปก่อสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงทั้ง 4 แห่ง ก็ยังระบุว่า ภัยแล้งที่เกิดขึ้นอาจจะส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในเขื่อน จนกระทบต่อการผลิตกระแสไฟฟ้าในมณฑลหยุนหนันได้เช่นกัน

เช่นเดียวกับ นสพ.หนานฟ่างเดลี่ ของจีน ซึ่งรายงานในทำนองเดียวกันว่า ได้เกิดความแห้งแล้งในหยุนหนัน อย่างหนัก ทำให้เขื่อนเสี่ยววาน ต้องการน้ำอย่างมาก เพราะเป็นเขื่อนสำคัญสำหรับหล่อเลี้ยงเขื่อนอื่นๆ

นี่คือ ดัชนีบ่งชี้ชะตากรรมของคนในลุ่มน้ำโขงตอนใต้ตลอดแนวในแล้งนี้

คนเดินเรือสินค้า – เรือโดยสาร ไม่ว่าเล็ก หรือใหญ่ ที่ใช้แม่น้ำโขงทำมาหากินหล่อเลี้ยงชีวิต นอกจากต้องหยุดเดินเรือกันถ้วนหน้าในแล้งนี้แล้ว พวกเขายังมองไกลไปอีกว่า เรื่องปริมาณน้ำที่แห้งเหือด ไม่ใช่ปัญหาเดียวของแม่น้ำโขง แต่ยังมีปัญหาอื่น ที่เป็นเรื่องใหญ่เกิดขึ้นอีก นั่นคือ ตะกอนทราย ในแม่น้ำโขงที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ใต้ท้องน้ำ เต็มไปด้วยทราย ซึ่งพร้อมจะทำให้เรือเกยตื้นหรือใบพัดเรือตีจนเสียหายได้ทุกเมื่อ

ปัจจุบันจึงเหลือเพียงเรือยนต์ช้า -เรือโดยสารสำหรับคนลาวข้ามมาซื้อสินค้าหรือรักษาพยาบาลในฝั่งไทยที่นานๆ ครั้งจะแล่นเข้าออกฝั่ง แต่บรรทุกผู้โดยสารได้คราวละ 1-2 คนเท่านั้น รอวันที่แม่น้ำจะกลับมาเจิ่งนองช่วงต้นฤดูฝน หรือไม่ก็ต้องคอยอานิสงส์ การปล่อยน้ำจากเขื่อนในเขตจีน ซึ่งอยู่ห่างจาก อ.เชียงแสน ไปทางเหนือประมาณ 300 กิโลเมตร

นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ที่ปรึกษาเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา ตั้งประเด็นว่า ดูอย่างนี้แล้ว ทำไมคนของรัฐไทย ยังออกมาบอกว่า น้ำโขงแห้ง ไม่ได้เกิดจากเขื่อนจีน !?

สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ กล่าวว่า ได้ร่วมกับภาคประชาชนลุ่มแม่น้ำโขง และแม่น้ำสาขา เฝ้าติดตามความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำมาตลอด ทั้งจัดทำข้อมูลและวิจัยเกี่ยวกับธรรมชาติของพืช-สัตว์ในแม่น้ำโขง วิถีชีวิตของชาวบ้านริมฝั่งซึ่งใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขง แม่น้ำสาขา ฯลฯ กระทั่งพบว่าแม่น้ำโขงกำลังจะได้รับผลกระทบ หลังจากมีเขื่อนกั้นในมณฑลหยุนหนัน ตั้งแต่ปี 36 คือเขื่อนม่านวาน

จากนั้นในปี 2544 ก็มีการใช้ข้อตกลงการเดินพาณิชย์ในแม่น้ำโขงตอนบน 4 ชาติคือไทย พม่า สปป.ลาว และจีนตอนใต้ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากเศรษฐกิจของจีนเริ่มขยายตัว ต้องการใช้ทรัพยากรสูงขึ้นโดยเฉพาะกระแสไฟฟ้าและน้ำ ขณะเดียวกันมีเรือสินค้าในแม่น้ำโขงแล่นระหว่างจีน – อ.เชียงแสน อ.เชียงของ มากขึ้นด้วย

“เรามองว่า ทั้งหมดไม่ได้เป็นไปตาม รธน.ของไทย เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่โครงการเหล่านี้ก็ยังเดินหน้า ทั้งเรื่องเขื่อนที่สร้างขึ้นแล้วทั้ง 4 แห่งในหยุนหนัน การระเบิดเกาะแก่งเปิดทางให้เรือสินค้าบรรทุกสินค้าใน 4 ชาติ”

เขามองว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะผลของแม่น้ำโขงแห้งขอดจนเกือบจะเท่าปีนี้เริ่มเกิดขึ้นในปี 2539-2540 ซึ่งเขื่อนแห่งแรก เริ่มเปิดและกักเก็บน้ำพอดี โดยเกิดผลกระทบหนักในเขต สปป.ลาว กระทั่งปีนี้เขื่อนแห่งที่ 4 ในแม่น้ำโขงเริ่มกักเก็บน้ำเมื่อปลายปี 2552 ผลกระทบก็ออกมาอย่างที่เห็น

ปรีชา ร้อยแก้ว แกนนำกลุ่มรักษ์เชียงของ อีกคน บอกว่า วิกฤตน้ำโขง ทำให้คนสองฝั่งน้ำที่อยู่ใต้เขื่อนจีนลงมา กระทบกันถ้วนหน้า เช่น คนหาไก (สาหร่ายน้ำจืด) ที่ต้องใช้อุณหภูมิ-ความลึก ที่เหมาะสม รวมทั้งเติบโตอยู่บนโขดหินตามริมฝั่งแม่น้ำที่ตื้นพอเหมาะ แต่เมื่อน้ำโขงแห้ง ไกเกาะติดอยู่บนหินเขียวขจี ก็ค่อยๆ ตายเพราะถูกแสงแดดแผดเผา

“ปีนี้คิดว่า แทบจะไม่มีไกให้ชาวบ้านได้บริโภคหรือนำมาแปรรูปขาย”

ส่วนภาคเกษตรริมโขง (พื้นที่เกษตรหน้าหมู่) ซึ่งชาวบ้านใช้พื้นที่ริมฝั่งเพาะปลูกพืชผักสวนครัว ก็ได้รับผลกระทบมาตั้งแต่ปี 2540 หรือ 1 ปีหลังเขื่อนแห่งแรกของจีนเปิดใช้งาน เพราะบางครั้งน้ำก็ท่วม บางครั้งก็เหือดแห้ง ทั้งยังมีปัญหาตลิ่งพังทลาย ทำให้หลายรายสูญเสียที่ทำกิน ที่ธรรมชาติเคยให้มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายไปอย่างน่าเสียดาย

ศรีนวล สมพันธ์ อายุ 56 ปี คนขับเรือหางยาวรับนักท่องเที่ยวในแม่น้ำโขงที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย สะท้อนว่า เขาขับเรือรับจ้างมานานกว่า 20 ปีไม่เคยเห็นน้ำโขงแห้งมากเท่าปีนี้มาก่อน จนแม้แต่เรือเร็วยังแล่นไม่ได้ เพราะใบพัดจะโดนทรายหรือหิน ซึ่งถือว่าช่วงนี้ได้รับผลกระทบอย่างมาก เดิมจะมีรายได้วันละ 1,000-2,000 บาท วันนี้แทบจะไม่มีรายได้เลย

เช่นเดียวกับนายอัศกร ธรรมรัตน์ อายุ 36 ปี ชาวประมงที่หมู่บ้านปงโขง ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน กล่าวว่า เขาออกหาปลาในแม่น้ำโขงด้วยอุปกรณ์ต่างๆ เช่น มอง อวนเล็ก ไซ ฯลฯ เลี้ยงชีพมานาน แต่รอบหลายปีที่ผ่านมาแม่น้ำโขงขึ้น 3 วัน ลด 3 วัน ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ทำให้อุปกรณ์หาปลาที่ดักปลาริมฝั่งแทบใช้การไม่ได้ ส่วนการหาปลาด้วยมอง ตามปกติก็ได้แค่ปลาซิว หรือปลากระตักขนาดเล็ก จากอดีตเคยจับได้ปลาแค้ ปลาคัง ฯลฯ

“ธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ปลาในน้ำโขงหายไปหมด”

รายงานชะตากรรมคนลุ่มโขงใต้เงาเขื่อนจีน “สามเหลี่ยมทองคำยันเวียดนาม” โขงกลายสภาพ

เปิดบันทึกวิถีคนลุ่มน้ำโขง พบตั้งแต่สามเหลี่ยมทองคำ-แก่งช้างหมอบ ยันทะเลสาบเขมร-ที่ราบลุ่มน้ำโขงเวียดนาม ตกที่นั่งเดียวกันทั้งแถบ กระชังปลาหนองคายนับพันเสี่ยงเจ๊ง พื้นที่เกษตรหน้าหมู่ ไร้อนาคต หลังมหานทีใหญ่ที่เคยกว้างร่วมกิโลฯ วันนี้บางจุดกลายเป็นลำห้วยสายน้อยเท่านั้น

แม้รัฐบาลในประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ไม่มีใครส่งเสียงออกมาดัง ๆ ว่า เขื่อนกั้นน้ำโขงของจีน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้วิกฤติแม่น้ำโขงรุนแรงขึ้น หรือเป็นเพราะปริมาณน้ำสะสมทั้งน้ำโขง – แม่น้ำสาขา ปีที่ผ่านมามีน้อย เหลือปริมาณน้ำต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 40 ปี ก็ตาม

แต่การเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง ก็ทำให้ “คนลุ่มน้ำ” ตลอดแนวรับรู้ – รับผล อย่างเลี่ยงไม่พ้น

หลายสิบปีก่อน ชาวบ้านหาดไคร้ ต.เวียง อ.เชียงของ จับปลาบึกได้ปีละหลายสิบตัว เช่น ปี 2529 จับได้ 18 ตัว ปี 2533 จับได้ถึง 69 ตัว แต่หลังจากนั้นก็จับได้น้อยลงเรื่อย ๆ จนถึงปี 2544-2546 หลังมีเขื่อนจีนเกิดขึ้น-มีการระเบิดเกาะแก่งกลางน้ำ เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ ก็จับไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว กระทั่งปี 2547 จึงจับได้ 7 ตัว และนับแต่นั้นมา สถิติการจับปลาบึกที่หาดไคร้ก็เหลือปีละ 1-2 ตัวเท่านั้น

สุดท้ายอาชีพจับปลาบึกในน้ำโขง ก็เหลือเพียงพิธีกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเท่านั้น

ไล่เลาะลงไปที่ “บ้านหม้อ – บ้านป่าสัก” ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ที่มีคุ้งน้ำโขงอยู่ โดยมี “ดอนชิงชู้” สันดอนทรายของ สปป.ลาว อยู่กลางน้ำโขง วันนี้ เมื่อน้ำโขงแห้งเหือดลง ทำให้ดอนชิงชู้ กลายเป็นคันกั้นน้ำธรรมชาติ ทำให้เกิดหาดทรายกว้างใหญ่ขึ้น แม้แต่แอ่งกระทะ ก็แห้งเหือดไม่เหลือน้ำให้เห็น เรือที่ชาวบ้านเคยใช้สัญจรไปมา – เรือหาปลา ต้องจอดนิ่งสนิท

ต่างจากแล้งก่อน ๆ อย่างสิ้นเชิง

ผอง ดวงดี ชาวบ้านหม้อ บอกว่า น้ำโขงปีนี้ลดเร็วมาก ตั้งแต่ธันวาฯปีที่แล้ว จนถึงต้นกุมภาพันธ์ 2553 ก็แห้งขอด ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

บริเวณบ้านหม้อ ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ซึ่งน้ำโขงแห้งขอด จนเห็นพื้นทราย เรือยาวที่ชาวบ้านใช้สัญจรไปมาต้องจอดนิ่ง ไม่มีแม้กระทั่งน้ำขังในแอ่งกระทะ

เธอบอกว่า ในอดีตก่อนที่จีนจะสร้างเขื่อน หน้าแล้ง ยังพอมีน้ำโขงไหลมาอยู่บ้าง แม้จะไม่ลึกมากนัก แต่ก็มีน้ำขังอยู่บริเวณแอ่งกระทะกลางลำน้ำ ให้ชาวบ้านใช้ประโยชน์ทั้งจับปลา สูบน้ำ หาบน้ำรดสวนผัก บน “พื้นที่เกษตรหน้าหมู่” และสวนผักริมฝั่งโขง แม้กระทั่งสงกรานต์ แอ่งกระทะเหล่านี้ยังเป็นที่พักผ่อนท่องเที่ยว – เล่นน้ำคลายร้อน พอให้คึกคักชุ่มชื่นกันบ้าง
“แต่น้ำโขงปีนี้ ทำให้คนลาวเดินข้ามมาฝั่งไทยเพื่อเยี่ยมญาติหรือซื้อข้าวของจากฝั่งไทยได้ สบาย”

ขณะที่ พรมลิน อ่วมกลาง ชาวประมงบ้านหม้อ สะท้อนว่า เขาจับปลาในแม่น้ำโขงมาตั้งแต่เด็ก จนวันนี้ อายุ 43 ปีแล้ว เห็นแม่น้ำโขงเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เดิมไม่ว่าจะเป็นช่วงน้ำหลาก น้ำแล้ง ปลาในน้ำโขงก็ยังอุดมสมบูรณ์ หาได้มากบ้าง น้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับฝีมือ-โชคของพรานปลาแต่ละคน

แต่ปีนี้ ปลาที่จับได้ล้วนแต่เป็นปลาเล็ก – ขนาดกลาง เช่น ปลาเนื้ออ่อน, ปลาแข้, ปลาคัง, ปลาเผาะ, ปลาขาว เป็นต้น และยังต้องออกเรือไปให้ถึงร่องน้ำลึก เพื่อให้ปล่อยอวน ลากอวน ได้ อีกทั้งเมื่อน้ำโขงลด ร่องน้ำลึกก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย เราก็ต้องเปลี่ยนที่หาปลาใหม่ไปเรื่อย ๆ

เช่นเดียวกับเกษตรกรเลี้ยงปลากระชังในน้ำโขง ที่บ้านเจริญสุข ต.หินโงม อ.เมืองหนองคาย ที่มีกว่า 100 ราย หรือประมาณ 1,000 กระชังปลา วันนี้พวกเขาต่างเฝ้ามองน้ำโขงด้วยสายตาที่กังวล

สุเทพ หินต์วัน ผญบ.บ้านเจริญสุข บอกว่า ตั้งแต่ต้นกุมภาฯปีนี้ ชาวบ้านที่เลี้ยงปลากระชิงแถบนี้ ต้องคอยสังเกตระดับน้ำโขงทุกวัน เพราะกระชังปลา สูง 1.5 เมตร แต่ล่าสุดระดับน้ำบริเวณนี้อยู่ที่ประมาณ 2 เมตร หากน้ำโขงยังลดลงอีก เชื่อว่าเมษายนปีนี้ น้ำโขงจะต่ำกว่าความสูงของกระชังปลา และเมื่อนั้นก็คงต้องดันกระชังไปอยู่ร่องน้ำลึก เพื่อให้ปลาอยู่รอดได้

หากน้ำโขงยังลดระดับ ลงเช่นนี้ คาดว่าช่วงเดือนเมษายน ระดับน้ำโขงจะต่ำกว่าความสูงของกระชังปลา เกษตรกรจะต้องดันกระชังปลาออกห่างจากตลิ่งไปในบริเวณร่องน้ำลึก เพื่อให้ปลาอยู่รอด

“ปี 50 ชาวบ้านต้องดันกระชังปลาออกห่างจากตลิ่งไปนับ 10 เมตร ทั้งที่น้ำโขงมีมากกว่าแล้งนี้มาก”

แต่สิ่งที่พวกเขากังวลมากกว่านี้ก็คือ ถ้าน้ำโขงยังแห้งต่อเนื่องไปอีก และภาวะภัยแล้งที่ยาวไปจนถึงเดือนพฤษภาคม พื้นที่เกษตรของหนองคาย ที่เคยใช้น้ำโขงหล่อเลี้ยงมาตลอด จะตกอยู่ในสภาพไหน !?

ไม่ผิดกับน้ำโขง แถบ อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ เรื่อยไปถึง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี ที่กล่าวได้ว่า ใครคิดว่าแม่น้ำโขง จะเป็นเหมือนที่เคยเห็นหลายๆปีก่อน ต้องผิดคาดอย่างสิ้นเชิงแน่นอน

เพราะจากมหานที ที่กว้างเกือบกิโลเมตร เหลือแค่ร่องน้ำเล็ก ๆ ที่ผ่านได้เฉพาะเรือเล็กเท่านั้น

ยิ่งเมื่อเทียบกับภาพเก่าที่เคยถ่ายไว้ ณ จุดเดียวกัน ยิ่งยืนยันกับ สิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำนานาชาติสายนี้ เพราะมีสภาพผิดกันราว “ฟ้ากับดิน”

เช่น ที่ “แก่งช้างหมอบ บ้านห้วยยาง ต.เขมราฐ อ.เขมราฐ” เมื่อปี 2549 แม้เป็นหน้าแล้ง หินโสโครก – ไม้น้ำ จะโผล่ให้เห็นเพียงเล็กน้อย แม้บางส่วนจะเป็นร่องน้ำตื้น แต่ก็มีน้ำไหลแรง พอให้ผู้คนใช้เป็นที่พักผ่อน-เล่นน้ำสงกรานต์กันหนาตา

แต่ปีนี้ สายน้ำจุดเดียวกัน กลับขาดช่วง ท้องน้ำแห้งสนิท บางแห่งผืนดินที่อยู่ท้องน้ำมาหลายชั่วอายุคน วันนี้ กลับแตกระแหง

แน่นอนว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ ย่อมทำให้ “ชุมชนคนลุ่มน้ำ” ไม่ว่าจะเป็น พม่า ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม ต้องปรับตัวกันขนานใหญ่ทีเดียว จากที่เคยล่องเรือจับปลาตามคุ้งน้ำใหญ่ ต้องหันมาเดินถือแห เดินไปตามท้องน้ำโขง เหมือนลำน้ำขนาดเล็กแทน

สวัสดิ์ วระบุญญา

บรรดาลูกเด็ก เล็กแดง เดินลัดเลาะตามโขดหิน จับปูปลาขนาดเล็กที่หลบซ่อนอยู่ตามโขดหินน้อยใหญ่ที่น้ำกำลังเหือดแห้งลงทุก ขณะ

ระหว่างที่ผู้สื่อข่าวนั่งเรือล่องดูสภาพแม่น้ำโขง โดยมี “บุญชู ศรีบานเย็น” พรานปลา ทำหน้าที่เป็นนายท้ายบังคับเรือ มี“สวัสดิ์ วระบุญญา” มัคคุเทศก์ประจำแก่งช้างหมอบ ทำหน้าที่ผู้นำร่อง คอยสอดส่ายตาไม่ให้ท้องเรือชนโขดหิน เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่น้ำโขงลดลง มุมหนึ่งส่งผลดีกับผู้ประกอบอาชีพประมงริมแม่น้ำ เพราะลำน้ำที่แคบลงมาก ทำให้ชาวประมงสามารถจับปลาได้มากกว่าปกติ ราคาปลาแม่น้ำโขงขณะนี้ จึงปรับตัวลดลงตามปริมาณปลาที่ไหลเข้าสู่ตลาด

ปลาเศรษฐกิจ ทั้งกลุ่มปลาเนื้ออ่อน เช่น ปลานางแดง , ปลาหนัง /กลุ่มปลาเคิง ปลาคัง ปลากดที่นักกินปลานิยมนำไปทำลาบ ลวกจิ้ม และต้มยำ มีราคาถูกลงเฉลี่ยขายกันที่กิโลกรัมละ 130-160 บาท /กลุ่มปลามีเกล็ด ทั้งปลาก่ำ ปลานกแก้ว และอีกหลายสายพันธุ์ นิยมนำไปทำก้อย ทำลาบ หรือยำ มีราคาไม่เกินกิโลกรัมละ 130 บาท ทั้งที่อดีตปลาเหล่านี้ มีราคาเฉลี่ยต่อกิโลกรัมไม่ต่ำกว่า 150 บาท และบางฤดูมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละเกือบ 250 บาท

บุญชู มองว่า ลำน้ำที่แห้งขอดขณะนี้ ไม่น่าส่งผลกระทบต่อการขยายพันธุ์ เพราะช่วงน้ำลดไม่ใช่ฤดูวางไข่ แต่จะกระทบถึงถิ่นฐานที่อยู่ของปลาในอนาคตหรือไม่ ตอบไม่ได้ เพราะปรากฏการณ์แม่น้ำโขงแห้งขนาดนี้ เกิดขึ้นเป็นปีแรก

“แต่จากลำแม่น้ำที่เคยกว้างกว่าหนึ่งกิโลเมตร เหลือแค่ร่องน้ำลึก ซึ่งมีระดับน้ำระหว่าง 1-3 เมตร ทำให้ง่ายต่อการจับปลาของชาวประมงริมแม่น้ำแน่นอน”

แต่สำหรับ มัคคุเทศก์สวัสดิ์ ให้ความเห็นต่างว่า น้ำที่ลดลง ส่งผลต่อเนื่องหลายประการ และเชื่อว่าน้ำโขงหายไปเพราะเขื่อนจีน โดยดูได้จากน้ำขึ้นเร็วและลงเร็ว เหมือนการระบายน้ำออกจากเขื่อน ที่จู่ๆน้ำก็ขึ้นภายใน 1-2 วัน ต่อมาไม่นานน้ำก็แห้งอีก

“น้ำโขงขึ้น-ลงปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ”

และแน่นอนไม่เพียงแต่สามเหลี่ยมทองคำ , บ้านหม้อ , แก่งช้างหมอบ ฯลฯ ในน้ำโขงที่เลาะเลียบพรมแดนไทยจากเหนือ – อีสาน จะตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันเท่านั้น

แต่หมายรวมไปถึงมหานทีสี่พันดอน หลีผี คอนพะเพ็ง แห่งนครจำปาสัก สปป.ลาว เรื่อยไปจนถึง ทะเลสาบเขมร ที่ราบลุ่มน้ำโขงเวียดนาม ที่เป็นแหล่งผลิตพืชผลทางการเกษตรและแหล่งท่องเที่ยว ที่สำคัญของทั้ง 2 ประเทศ ที่มีน้ำโขงหล่อเลี้ยง ก็หนีไม่พ้นชะตากรรมเดียวกัน

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน

นอกจากจะมีเขื่อนกั้นน้ำโขง ในจีน ที่สร้างเสร็จ 4 แห่ง คือ เขื่อนเสี่ยววาน ,เขื่อนม่านวาน,เขื่อนต้าเฉาซาน ,เขื่อนจิ่งหง และจีนยังมีโครงการสร้างเพิ่มอีก 4 แห่งแล้ว ในแม่น้ำโขงตอนล่าง – แม่น้ำสาขา ยังมีโครงการสร้างเขื่อนเพิ่มเติมอีกไม่น้อยกว่า 9 แห่ง ได้แก่

1.เขื่อนปากแบ่ง เหนือลำน้ำทา ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำโขง ที่ปากแบ่ง แขวงอุดมไชย สปป.ลาว ระดับเก็บกักน้ำ 345 เมตร กำลังผลิตกระแสไฟฟ้า 1,350 เมกะวัตต์ เมื่อสิงหาคม 2550 มีการลงนามความร่วมมือระหว่างบริษัทต้าถัง อินเตอร์เนชั่นแนล พาวเวอร์ เจเนอเรชั่น จำกัด กับรัฐบาลลาวแล้ว

2.เขื่อนหลวงพระบาง บริเวณแก่งออย – แก่งธนู ห่างจากปากแม่น้ำอู ประมาณ 20 กิโลเมตร ในแขวงหลวงพระบาง สปป.ลาว ระดับเก็บกักน้ำ 320 เมตร ผลิตกระแสไฟฟ้า 1,300 เมกะวัตต์ มีการศึกษาและก่อสร้างโดยบริษัทปิโตรเวียดนาม จำกัด ปัจจุบันได้มีการสำรวจเพื่อเตรียมก่อสร้าง

3.เขื่อนไชยะบุรีบริเวณแก่งหลวง บ้านปากเนิน แขวงไชยะบุรี ระดับเก็บกักน้ำ 270 เมตร กำลังผลิตไฟฟ้า 1,260 เมกะวัตต์ พฤษภาคม 2550 มีการลงนามความร่วมมือระหว่างบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)กับรัฐบาล สปป.ลาว เพื่อศึกษาความเป็นไปได้

4.เขื่อนปากกลาย ตั้งอยู่เมืองปากกลาย แขวงไชยะบุรี สปป.ลาว ระดับกักเก็บน้ำ 250 เมตร กำลังผลิตกระแสไฟฟ้า 1,320 เมกะวัตต์ มิถุนายน 2550 ลาว ได้ลงนามความร่วมมือกับบริษัทซีโนไฮโดร คอร์ปอเรชั่น และบริษัทไชน่า เนชั่นแนล อิเลคโทรนิคส์ อิมพอร์ต จำกัด เพื่อศึกษา ทำให้บริษัทจากจีนเข้าไปสำรวจแนวสันเขื่อนแล้ว

5.เขื่อนปากชม ตั้งอยู่ระหว่างบ้านห้วยขอบ -บ้านคกเว้า ต.หาดคัมภีร์ อ.ปากชม จ.เลย กับบ้านห้วยหาง เมืองสังข์ทอง แขวงนครหลวงนครเวียงจันทร์ ระดับกักเก็บน้ำ 192 เมตร กำลังผลิตกระแสไฟฟ้า 1,097 เมกะวัตต์ โครงการนี้ต้องใช้เงินลงทุนกว่า 69,614 ล้านบาท เมื่อเร็วๆ นี้บริษัทปัญญา คอนซัลแตนท์ จำกัด ได้รับมอบหมายให้ประชุมประชาคมชาวบ้านที่ อ.ปากชม – อ.เชียงคาน รวมทั้งลงพื้นที่ศึกษาความเหมาะสมเพื่อการก่อสร้างด้วย

6.เขื่อนบ้านกุ่ม ตั้งอยู่ระหว่างหมู่บ้านท่าล้ง ต.ห้วยไผ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี กับหมู่บ้านกุ่มน้อย เมืองชะนะสมบูน แขวงจำปาสัก ลาว มีระดับกักเก็บปกติ 115 เมตร กำลังผลิตกระแสไฟฟ้า 1,872 เมกะวัตต์กระทรวงพลังงาน ได้ว่าจ้างบริษัทปัญญาคอนซัลแตนท์ จำกัด -บริษัทแมคโคร คอนซัลแตนท์ จำกัด ศึกษาโครงการ ปัจจุบันได้มอบหมายให้เครืออิตัลไทย สำรวจความเหมาะสม โดยใช้เงินลงทุน 120,390 ล้านบาท

7.เขื่อนลาดเสือ ตั้งอยู่ที่บ้านลาดเสือ เมืองชะนะสมบูน กับบ้านคันยาง เมืองโพนทอง แขวงจำปาสัก สปป.ลาว มีกำลังผลิตกระแสไฟฟ้า 800 เมกะวัตต์ ถือเป็นเขื่อนแห่งที่ 3 ที่จะใช้กั้นแม่น้ำโขง ในแขวงจำปาสัก รัฐบาล สปป.ลาว ได้ลงนามความร่วมมือกับบริษัทเจริญเอ็นเนอร์ยี แอนด์วอเตอร์เอเชีย จำกัด เพื่อศึกษา

8.เขื่อนดอยสะฮอง ตั้งอยู่เมืองโขง แขวงจำปาสัก สปป.ลาว ระดับกักเก็บน้ำ 70-72 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง กำลังผลิตกระแสไฟฟ้า 240 เมกะวัตต์ มีนาคม 2549 ลาว ลงนามกับบริษัทเมกะเฟิร์สท คอร์ปอเรชั่น จำกัด จากมาเลเซีย เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ

9.เขื่อนซำบอ ตั้งอยู่ อ.ซำบอ จ.กระแจ ประเทศกัมพูชา ระดับกักเก็บน้ำ 40 เมตร กำลังผลิตกระแสไฟฟ้า 3,300 เมกะวัตต์ ตุลาคม 2550 รัฐบาลกัมพูชาได้ลงนามความร่วมมือกับบริษัทไชน่า เซาเทิร์น พาวเวอร์กริด จำกัด เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ

ที่มา:  http://www.oknation.net/blog/print.php?id=532725

โดย ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

โครงการสร้างเขื่อนตามแนวแม่น้ำโขง

แผน การก่อสร้างเขื่อนส่วนใหญ่ในลาวนั้นนับเป็นแผนการที่เกี่ยวข้องถึงคนไทยทุกๆ คนเลยก็ว่าได้ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าคนไทยนั่นแหละที่จะเป็นลูกค้าหลักที่สำคัญที่สุดต่อ ความเป็นไปได้ของเขื่อนโครงการต่างๆในลาว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือว่าเป้าหมายของรัฐบาลลาว ที่จะพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นผู้ส่งออกพลังงานไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดในเอเชีย หรือ Battery หรือ ที่เรียกเป็นภาษาลาวว่าการเป็นหม้อไฟแห่งเอเชียนั้นจะสามารถเกิดขึ้นได้จริง หรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับอำนาจการรับซื้อของคนไทยเป็นสำคัญนั่นเอง

โดยความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลลาวที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ก็คือไทยจะรับซื้อกระแสไฟฟ้าจากลาว 7,000 เมกกะวัตต์ภายในปี 2015 และที่ได้ตกลงราคาซื้อขายร่วมกันไปแล้ว คือโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 ในแขวงคำม่วน ที่อยู่ฟากฝั่งโขงตรงข้ามกับจังหวัดนครพนมในภาคอีสานของไทย โดยโครงการดังกล่าว ก็กำลังจะเริ่มส่งกระแสไฟฟ้าในปริมาณ 997 เมกกะวัตต์ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นับจากวันที่ 15 ธันวาคม 2009 นี้เป็นต้นไป

เพราะ ฉะนั้น จึงถือเป็นโครงการที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดในเวลานี้ ทั้งยังถือเป็นโครงการต้นแบบในสายตาของรัฐบาลลาวอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพราะว่าโครง การเขื่อนน้ำเทิน 2 ได้ รับการค้ำประกันความเสี่ยงด้านเงินทุนกู้ยืมต่างประเทศ จากธนาคารโลกเป็นโครงการแรกในลาว เนื่องจากธนาคารโลกนั้น มองว่าเป็นโครงการเขื่อนที่ได้ดำเนินการศึกษาสำรวจเพื่อป้องกันผลกระทบต่อ สังคมและสิ่งแวดล้อมธรรมชาติอย่างได้มาตรฐานสากล

ยิ่งไปกว่านั้น โครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 ยังถือเป็นโครงการที่สอดคล้องกับเป้าหมายแห่งสหัสวรรษของธนาคารโลก ซึ่งว่าด้วยการลบล้างความยากจนในโลกนี้ให้ได้อย่างสิ้นเชิงภายในปี 2020 เป็นอย่างช้าอีกด้วย ด้านรัฐบาลลาวเองก็ได้วางแผนการที่จะนำเอารายรับที่ได้จากการขายกระแสไฟฟ้าให้กับไทยที่คิดเป็นมูลค่ารวมถึง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในตลอดระยะสัญญาซื้อขาย 25 ปีต่อไปนี้นั้น ไปใช้ในโครงการพัฒนาต่างๆที่มีเป้าหมายเพื่อลบล้างความยากจนในลาวเป็นด้านหลัก

อัน ที่จริงๆแล้วก็เป็นเพราะธนาคารโลกนั่นเองที่ได้ไปชี้แนะให้รัฐบาลลาวต้องยึด ถือตามเป้าหมายแห่งสหัสวรรษดังกล่าวนี้ด้วย ซึ่งเมื่อประกอบกับการที่รัฐบาลลาวเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดเลย ในขณะที่รัฐบาลลาวนั้นก็ยังต้องพึ่งพาการช่วยเหลือด้านงบประมาณจากต่าง ประเทศเป็นด้านหลัก อย่างเช่นเมื่อปีที่แล้วรัฐบาลลาวก็ต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากต่างประเทศคิด เป็นมูลค่ารวมกันมากกว่า 560 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 50% ของงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลลาวในตลอดช่วงแผนการประจำปี 2008-2009 ที่ผ่านมาเลยทีเดียว

กล่าว สำหรับแนวทางหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายของธนาคารโลกได้แนะ นำรัฐบาลลาวเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายแห่งสหัสวรรษดังกล่าวให้ได้ ก็คือการพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นหม้อไฟแห่งเอเชียนั่นเอง

ทั้ง นี้เพราะจากการศึกษาสำรวจทรัพยากรแหล่งน้ำสายต่างๆในลาวนั้นพบว่าศักยภาพใน การผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานน้ำในทั่วประเทศลาวนั้นมี อยู่มากกว่า 30,000 เมกกะวัตต์ ซึ่งถ้าหากสามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้จริง ก็จะทำให้รัฐบาลลาวมีรายได้จากการส่งออกกระแสไฟฟ้าคิดเป็นมูลค่าถึงกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในแต่ละปี หรือมากกว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดของลาวในปัจจุบันนี้ถึง 6 เท่า และก็ยังคิดถัวเฉลี่ยเป็นรายได้ต่อหัวของประชากรลาวทั้งประเทศได้ถึง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีเลยทีเดียว

โดย ถ้าหากมองจากตัวเลขกลมๆดังกล่าวนี้ก็น่าจะถือได้ว่าเป็นทางเลือกที่สอดคล้อง กับสภาพทางภูมิศาสตร์ของลาวเป็นอย่างยิ่ง เพราะพื้นที่กว่า 70% ของเนื้อที่ทั้งหมดในลาวที่มีอยู่ 236,800 ตารางกิโลเมตรนั้น เป็นเขตภูเขาที่คนลาวเรียกว่าเขตภูดอย ซึ่งสามารถทำการเกษตรได้เพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน 2 ใน 3 ของจำนวนประชากรลาว 6 ล้านคนในเวลานี้ก็มีรายได้เฉลี่ยไม่ถึง 2 ดอลลาร์ สหรัฐต่อคนต่อวัน ซึ่งถือว่าเป็นรายได้เฉลี่ยที่ต่ำกว่าเส้นมาตรฐานความยากจนหรือกล่าวอีก อย่างหนึ่งก็คือประชาชนลาวกลุ่มนี้จัดเป็นกลุ่มประชากรที่มีฐานะความเป็น อยู่ที่ยากจนอย่างยิ่งนั่นเอง

เพราะ ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใดเลยที่รัฐบาลลาวจะตั้งเป้า หมายที่จะพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นหม้อไฟแห่งเอเชียดังกล่าวให้ได้ โดยที่มีธนาคารโลกคอยให้การสนับสนุนอย่างเต็มกำลังอีกด้วย

แต่ การที่ลาวจะสามารถไปถึงเป้าหมายดังกล่าวได้นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเพราะอย่างน้อยที่สุดในเวลานี้ ก็มีปัญหาอุปสรรคที่คอยขัดขวางอยู่ 3 ประการด้วยกัน กล่าวสำหรับประการแรก ก็คือการคัดค้านจากบรรดาองค์การอนุรักษ์สภาพแวดล้อมธรรมชาติทั้งในไทยและในระดับสากล

อย่างเช่นพันธมิตรเพื่อปกป้องแม่น้ำโขง (Save the Mekong Coalition) ที่เพิ่งจะก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ โดยความร่วมมือของบรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกว่า 100 องค์กร จากทั่วโลกนั้น ก็ได้ประกาศตัวอย่างชัดเจนแล้วว่าจะเคลื่อนไหวคัดค้านทุกโครงการเขื่อนใน ลุ่มแม่น้ำโขง ด้วยเหตุผลที่ว่าเขื่อนจะทำลายระบบนิเวศธรรมชาติและก็จะปิดกั้นเส้นทางอพยพ ของปลา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านเสบียงอาหาร และเศรษฐกิจของประชาชนในลุ่มน้ำสายนี้อย่างกว้างขวาง

ส่วน ประการที่สอง ก็คือข้อจำกัดในด้านเงินทุน ซึ่งทำให้รัฐบาลลาวไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้าไปลงทุนก่อสร้างเขื่อนในลาว ให้ได้อย่างแท้จริงเท่านั้น และประการที่สามนั้น คือผู้รับซื้อกระแสไฟฟ้าจากลาว โดยในเวลานี้ที่ได้ลงนามร่วมกับรัฐบาลลาวในบทบันทึกความเข้าใจร่วม (MOU) ว่าด้วยการรับซื้อกระแสไฟฟ้าจากลาวแล้วนั้น ก็มีอยู่ 3 ประเทศเท่านั้น ซึ่งก็คือไทย 7,000 เมกกะวัตต์ ภายในปี 2015 กับเวียดนาม 5,000 เมกกะวัตต์ และกัมพูชา 3,000 เมกกะวัตต์ ภายในปี 2020

แต่ MOU ที่ ว่านี้ก็ยังจะต้องมีการเจรจาเพื่อตกลงราคาค่ากระแสไฟฟ้าที่จะซื้อขายระหว่าง กันให้ได้เสียก่อนแล้วจึงจะมีการลงนามในสัญญาว่าด้วยการซื้อขายกระแสไฟฟ้า ระหว่างกันอย่างเป็นทางการต่อไป

นอกจากนี้ เมื่อประกอบกับปัญหาวิกฤติการณ์เศรษฐกิจ-การเงินโลกในเวลานี้ซึ่งไม่เพียงจะส่งผลทำให้ยากต่อการหาแหล่งเงินทุนเท่านั้น แต่เศรษฐกิจ ที่ตกต่ำลงในช่วง 3 ปีมานี้ ก็ยังทำให้ระดับความต้องการในด้านพลังงานไฟฟ้าในไทยลดลงอย่างมากอีกด้วย

ทั้งนี้โดยนักอนุรักษ์ฯ ที่เป็นสมาชิกใน Save the Mekong Coalition นั้น ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ประมาณการเกี่ยวกับความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในไทยเกินความเป็นจริง และที่ได้มีการประมาณการผิดพลาดดังกล่าวนี้ ก็สามารถเทียบได้กับเขื่อนน้ำเทิน 2 ถึง 6 โครงการเลยทีเดียว

ซึ่งนั่นก็หมายความว่า MOU ที่ได้ตกลงร่วมกับไทยที่ 7,000 เมกกะวัตต์ภายในปี 2015 นั้น ก็จะต้องเลื่อนระยะเวลาออกไปด้วย และในเมื่อว่าผู้จะซื้อก็จะเลื่อนกำหนดเวลาดังกล่าวออกไป ทั้งยังจะต้องเผชิญกับการเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านโครงการเขื่อนจาก ฝ่ายอนุรักษ์ฯด้วยแล้วก็ยิ่งจะทำให้ยากยิ่งขึ้นไปอีกที่กลุ่มผู้ลงทุนจะ สามารถหาแหล่งเงินทุนมาสนับสนุนการก่อสร้างเขื่อนในลาวที่มีอยู่มากกว่า 70 โครงการในเวลานี้

ยิ่งไปกว่านั้น การที่คณะผู้เชี่ยวชาญของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงหรือ Mekong River Commission (MRC) ได้เสนอรายงานล่าสุด โดยระบุว่าระดับน้ำในแนวแม่น้ำโขงในปีนี้ได้ลดต่ำลงอย่างรวดเร็วกว่าทุกปี ที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่ามีสาเหตุสำคัญมาจากปัญหาสภาวะโลกร้อน เฉพาะอย่างยิ่ง ในเขตภาคเหนือของลาวนั้นก็มีแนวโน้มว่าระดับน้ำที่ลดต่ำลงในปีนี้จะต่ำถึง ขนาดสามารถที่จะ เดินข้ามฟากแม่น้ำโขงได้เลยทีเดียว

เพราะ ฉะนั้น เมื่อประกอบกับการที่แม่น้ำสาขาสายต่างๆของแม่น้ำโขงที่ อยู่ในเขตประเทศลาวนั้น ก็เป็นแหล่งที่มาของน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงคิดเป็นสัด ส่วนถึง 35% ของ ปริมาณน้ำทั้งหมดที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงในแต่ละปี โดยในที่นี้ก็คือปริมาณน้ำที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูฝนเท่านั้นด้วยแล้ว จึงนับเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่รัฐบาลลาวจะต้องถูกองค์การอนุรักษ์ฯ เคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านอย่างกว้างขวางต่อเป้าหมายที่ลาวจะมุ่งไปสู่การเป็น หม้อไฟแห่งเอเชียดังกล่าว!!!

ที่มา: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=187544

ยูนนาน ตอนนที่ 5

ยูนนานเป็น 1 ใน 10 ดินแดนในโลกกลมๆ ของเราที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด

พื้นที่ ในยูนนานสามารถแบ่งได้เป็นเขตทางชีววิทยา 6 เขตด้วยกัน แต่ละเขตมีภูมิประเทศและภูมิอากาศที่แตกต่างกันมาก ซึ่งทำให้สัตว์ที่อยู่ในแต่ละเขตนั้นแตกต่างกัน

ยูนนานมีสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังถึง 1,737 ประเภทด้วยกัน ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังในประเทศจีนทั้งหมด

นักวิทยาศาสตร์คาดคะเนว่า จำนวนสัตว์ที่หายากในยูนนานมีมากกว่าครึ่งหนึ่งของสัตว์ที่หายากทั้งหมดในจีน

สมควรแล้วที่มณฑลยูนนานได้รับการขนานนามว่า “อาณาจักรสัตว์”

อารัมภบท

ยู นนานอุดมไปด้วยสัตว์และพืชนานาชนิด บางชนิดหายากและพบได้ตามธรรมชาติในยูนนานเท่านั้น เทือกเขาที่สูงตระหง่านเทียมฟ้า หุบเขาที่ทั้งชันทั้งลึก แม่น้ำลำธารที่มีถึง 600 สาย ปัจจัยเหล่านี้เป็นบ่อเกิดของอาณาจักรขนาดย่อมหลายแห่งในยูนนานที่ยากต่อการ เข้าถึงของผู้คนในอดีต ทำให้อาณาจักรย่อมๆ ทั้งหลายเขียวชอุ่ม อุดมไปด้วยทั้งพืชและสัตว์ อิสระจากภัยคุกคามโดยศัตรูที่สำคัญของธรรมชาติ – ใช่แล้ว มนุษย์นั่นเอง – ภายในอาณาจักรเล็กๆ เหล่านี้ ทั้งพืชและสัตว์สามารถเจริญเติบโตและพัฒนาตามธรรมชาติเป็นเวลานับหมื่นนับแสนปี

สัตว์ในยูนนานที่ใกล้สูญพันธุ์

ยู นนานมีสัตว์ที่เกือบสูญพันธุ์ถึง 30 พันธุ์ มีสัตว์ที่ได้รับการคุ้มครองระดับหนึ่งของรัฐถึง 46 พันธุ์ และมีสัตว์ที่ได้รับการคุ้มครองระดับ 2 ของรัฐ 154 พันธุ์ ในจำนวนเหล่านี้มีแพนด้าแดง ลิงทองยูนนานหรือลิงจมูกแบนยูนนาน เสือดาวหิมะ และวัวป่า ฯลฯ

ด้วย เหตุนี้ นักอนุรักษ์ธรรมชาติทั่วโลกจึงให้ความสนใจต่อยูนนานเป็นพิเศษ กลุ่มคนเหล่านี้เดินทางมาสำรวจสถานการณ์ในยูนนานเป็นประจำ ให้ทุนช่วยเหลือรัฐบาลยูนนานเป็นจำนวนเงินไม่น้อย ช่วยเผยแพร่สถานการณ์ด้านชีวภาพในยูนนานให้ทั่วโลกทราบ และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้รัฐบาลยูนนานดำเนินการพิทักษ์ความหลากหลาย ด้านชีวภาพอย่างจริงจัง

รัฐบาลยูนนานมองเห็นความสำคัญทางด้านนี้ และได้พยายามอย่างจริงจังที่จะรักษาความหลากหลายทางชีวภาพเอาไว้ รัฐบาลยูนนานมีกฎหมายเพื่อคุ้มครองสัตว์ป่า และได้ตั้งพื้นที่ 34 พื้นที่ให้เป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติรวมทั้งพืชและสัตว์ป่า

ยูนนานกลายเป็นศูนย์ลักลอบค้าสัตว์ป่าระดับโลก

รัฐ บาลยูนนานได้พยายามอนุรักษ์สัตว์ป่าของตนอย่างจริงจัง แต่เพราะความยากจนของประชากร สัตว์ป่าที่มีอยู่มากมาย พื้นที่ป่าที่มีมากถึง 1 ใน 4 ของพื้นที่ทั้งหมดของยูนนาน พรมแดนที่ติดกับเวียดนาม ลาว พม่าที่ยาวถึง 4,000 กิโลเมตร และปัญหาการฉ้อโกงของเจ้าหน้าที่จีน ยูนนานจึงกลายเป็นศูนย์ลักลอบค้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฏหมายไปอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ มีขบวนการลอบค้าสัตว์ป่าระดับอินเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งใช้เส้นทางทุกเส้นทางทั้งทางอากาศ ทางบก ทางทะเล และทางแม่น้ำ

ใน ปีหนึ่งๆ ตามรายงานของทั้ง 8 อำเภอของยูนนานที่มีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว เจ้าหน้าที่จับผู้ทำผิดกฏหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ถึง 200 กว่าราย นี่เป็นเพียงจำนวนของผู้ที่ถูกจับได้เท่านั้น ลองคิดดูสิครับว่า จริงๆ แล้วขบวนการลักลอบนำสัตว์ป่าออกนอกประเทศใหญ่โตแค่ไหน มีเม็ดเงินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยกี่ร้อยกี่พันล้านบาท

ไม่ใช่ว่าเจ้าหน้าที่ของประเทศที่เกี่ยวข้องไม่สนใจที่จะปราบปรามการค้าสัตว์ผิดกฏหมายข้ามชาติ แต่งบประมาณที่มีจำกัดทำให้เจ้าหน้าที่แต่ละประเทศไม่สามารถร่วมมือและปฏิบัติการได้ดังใจคิด

เรามาดูรายละเอียดของสัตว์ต่างๆ ในยูนนานกันเลยดีกว่าครับ

สัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม

ยูนนานมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 3,000 พันธุ์ เท่ากับครึ่งหนึ่งของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมดในจีน ในจำนวนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหล่านี้ มีถึง 66 พันธุ์ซึ่งมีอยู่ในยูนนานทั้งนั้น

วัวป่า หรือ ทาคิน (ชื่อวิทยาศาสตร์ Budorcas taxicolor) รูปร่างคล้ายวัวผสมแกะ สูงประมาณ 3-4 ฟุต สัตว์หายากอีกพันธุ์หนึ่ง พบในป่าทึบตามเทือกเขาหิมาลัยฝั่งตะวันออก  รวมทั้งยูนนาน(ที่มา-http://baike.baidu.com/pic/2/1162108844464458.jpg)

นก

ทุกๆ ปี จะมีกลุ่มนักส่องนกหลายกลุ่มจากต่างประเทศและมณฑลอื่นๆ ในจีนมายูนนานเพื่อเฝ้าดูนกโดยเฉพาะ ยูนนานมีนกท้องถิ่นและนกที่หลบหนีอากาศหนาวมากกว่า 800 สายพันธุ์ ซึ่งเท่ากับเกือบถึง 2 ใน 3 สายพันธุ์นกทั้งหมดในจีน

นกที่หายากในยูนนานมีหลายพันธุ์ เช่น นกกระเรียนคอดำ (black-necked crane) และ ไก่หิมะทิเบต ฯลฯ

นกกระเรียนคอดำ หรือ Black-necked Crane (ชื่อวิทยาศาสตร์) เป็นนกใกล้สูญพันธุ์ พบได้บริเวณทิเบต ยูนนาน ภูฎาน เนปาล (ที่มา-http://www.adventuresworldwide.com/images/Black%20necked%20crane.jpg)

ปลาน้ำจืด

ยู นนานมีทะเลสาปมากมาย มีแม่น้ำลำธารถึง 600 สาย จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยว่า ในจำนวน 1,000 พันธุ์ของปลาน้ำจืดที่จีนมีอยู่นั้น อยู่ในยูนนานถึง 400 กว่าพันธุ์ ในจำนวนเหล่านี้เกือบ 250 พันธุ์มีอยู่ในมณฑลยูนนานเท่านั้น ดังนั้น ถึงแม้ว่าเขาจะยากจน แต่ชาวยูนนานก็มีพอกิน เพราะเขามีปลามากมายเหลือเฟือ

สัตว์อื่นๆ

นอก จากนี้แล้ว ยูนนานมีสัตว์เลื้อยคลานถึง 150 พันธุ์ เท่ากับ 40% ของสัตว์เลื้อยคลานทั้งหมดในจีน สัตว์เลื้อยคลานเหล่านี้ส่วนมากจะเป็นงู ยูนนานยังมีสัตว์สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกประมาณ 100 พันธุ์ นักกีฎวิทยา (ผู้เชี่ยวชาญด้านแมลง) ค้นพบแมลงในยูนนานได้ถึง 12,000 พันธุ์ เท่ากับเกือบครึ่งหนึ่งของแมลงทั้งหมดในจีน

ข้อมูล สำหรับบทความนี้มาจากหลายแหล่งด้วยกัน โดยเฉพาะสถาบันสัตววิทยาแห่งคุนหมิง สำนักงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งมณฑลยูนนาน และหนังสือพิมพ์จีน The Epoch Times

ที่มา:

ยูนนาน ตอนที่ 4

มาดูกันว่าทำไมเราถึงต้องสนใจ มณฑลยูนนานเป็นพิเศษ มีอยู่หลายเหตุผลด้วยกันครับ เช่น ยูนนานเป็นมณฑลที่อยู่ใกล้ไทยมากที่สุด ยูนนานมีความสัมพันธ์กับไทยมาช้านาน รัฐบาลจีนตั้งให้ยูนนานเป็นประตูจีนไปสู่อุษาคเนย์ผ่านเชียงรายบ้านเรา ดังนั้น ยูนนานจึงสนใจไทยโดยเฉพาะภาคเหนือของไทยเป็นพิเศษ ดีไม่ดี ยูนนานอาจให้ความสนใจกับไทยมากกว่าที่เขาให้กับมณฑลหลายมณฑลในประเทศเขาเอง ก็ได้ นอกจากนั้นแล้ว สิบสองปันนาพี่น้องของคนเมืองเฮายังเป็นส่วนหนึ่งของยูนนานด้วย

(แผนที่ เขตปกครองตนเองสิบสองปันนา) ในหลายกรณี รู้แต่ภาพรวมของมณฑลก็ไม่พอ ต้องเจาะลึกเข้าไปถึงแต่ละจังหวัดด้วย ถึงแม้ว่าสิบสองปันนาอยู่ในมณฑลยูนนาน แต่ก็มีความแตกต่างกับส่วนอื่นของมณฑลยูนนานมาก

ทำไม ผมถึงเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับมณฑลยูนนานเพียงมณฑลเดียวเท่านั้น ทำไมถึงไม่เขียนเรื่องประเทศจีนทั้งประเทศ ทำไมถึงไม่เขียนเรื่องปักกิ่ง เซียงไฮ้ กวางตุ้ง ฯลฯ ที่ทุกคนรู้จักกันดีและมีความสำคัญมาก มณฑลยูนนานมีความสำคัญอะไรหรือ

ผู้ เชี่ยวชาญเมืองจีนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเกือบทุกคนพูดเป็นเสียงเดียว กันว่า หากเราสนใจเรื่องจีนหรือต้องการที่จะทำมาค้าขายกับจีน เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเจาะลึกเข้าไปแต่ละมณฑล เพราะแต่ละมณฑลมีความแตกต่างกันมาก นอกจากนั้นแล้ว แต่ละมณฑลมีอำนาจในการตั้งกฏระเบียบหลายอย่างด้วยตนเอง ดังนั้น การรู้เรื่องเกี่ยวกับประเทศจีนทั้งประเทศอย่างเดียวไม่พอ เราจำเป็นต้องรู้เรื่องของมณฑลที่เราสนใจอย่างลึกซึ้งด้วย สำหรับจีนทั้งประเทศ ปักกิ่ง เซี้ยงไฮ้ กวางตุ้ง ฮกเกี้ยนนั้น มีผู้เขียนบรรยายอย่างละเอียดหลายท่านแล้ว แต่มณฑลยูนนานซึ่งนับวันจะมีความสำคัญต่อไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยังไม่มีใครเขียนอย่างละเอียดเลย ผมจึงเลือกที่จะเขียนเกี่ยวกับมณฑลยูนนานครับ เหตุผลที่หมู่เฮาจาวเหนือควรสนใจยูนนานเป็นพิเศษมีดังนี้ครับ

ยูนนาน ในทุกมิติ จากทุกมุมมอง

สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประเทศที่มีความหลากหลายมากที่สุดในโลกก็ว่าได้

จีนมีประชากร 1,300 ล้านคน มีพื้นที่มากเป็นอันดับสามของโลก มีความหลากหลายมากมายเหลือคณานับ นอกจากนั้นแล้ว จีนยังมีระบบการปกครองแบบกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นค่อนข้างมาก เท่านี้ยังไม่พอ การบริหารระดับล่างๆ ที่ค่อนข้างล้าสมัยทำให้การตีความและปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆ ของเจ้าหน้าที่ระดับล่างมีความแตกต่างกันมากระหว่างแต่ละพื้นที่ ยัง… ยังไม่หมด จีนยังมีระบบการปกครองภายในประเทศที่แตกต่างกันอย่างน้อย 3 ระบบ

ด้วย เหตุผลเหล่านี้หากเราสนใจที่จะรู้จักจีนอย่างถ่องแท้ ต้องการที่จะทำมาค้าขายกับจีน เราจึงจำเป็นต้องรู้จักมณฑลที่เราสนใจอย่างลึกซึ้ง มิใช่เพียงแต่สนใจประแทศจีนในส่วนรวมเท่านั้น มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องต่างประเทศได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “เราต้องมองจีนแบบเดียวกับที่เรามอง EU หรือสหพันธ์ยุโรป แต่ละประเทศใน EU มีความแตกต่างกันฉันใด แต่ละมณฑลในจีนก็มีความแตกต่างกันฉันนั้น”

ช่วงระยะนี้ ผมจะ post entry เกี่ยวกับยูนนานเพียงมณฑลเดียวอย่างต่อเนื่อง แต่ผมเขียนจากทุกมุมมองและในทุกมิติอย่างเจาะลึกจริงๆ  ผม จะเขียนแบบเจาะลึกเรื่องราวเกี่ยวกับยูนนานที่คนอื่นเขาจะไม่เขียนกัน เช่น แม่น้ำโขง การค้าสตรีและเด็กระหว่างชาติ การไปเรียนภาษาจีนในยูนนาน นิสัยใจคอของคนยูนนาน ประวัติศาสตร์ยูนนาน สิบสองปันนาอย่างเจาะลึกทุกแง่ทุกมุม ทรัพยากรธรรมชาติของยูนนานจากมุมมองของทั้งไทยและจีน blog นี้ มีข้อมูลเกี่ยวกับยูนนานอย่างกะเทาะเปลือกในทุกๆ ด้าน (แหล่งข้อมูลเกี่ยวกับยูนนานส่วนมากจะมีข้อมูลเพียงมิติเดียว เช่น การค้าหรือวัฒนธรรม หรือการท่องเที่ยว หรือประวัติศาตร์ หรือพืชพันธุ์)

ของแถม รู้ไว้ใช่ว่า การเขียนภาษาจีนโดยใช้ตัวอักษรอังกฤษ

เพื่อนๆ หลายคนรู้แล้วว่า เราสามารถเรียนภาษาจีนโดยใช้ตัวอักษรโรมัน (a b c d) ได้ ระบบที่เขียนภาษาจีนด้วยตัวอักษรโรมัน เขาเรียกว่าระบบ pinyin (พินอิน) ครับ ผมขออธิบายถึงระบบพินอินอย่างคร่าวๆ นะครับ

ตัวอักษรจีนอ่านยาก เขียนยาก ระบบการเขียนของภาษาจีนไม่ได้แสดงการออกเสียง ซึ่งสร้างปัญหาให้กับคนต่างชาติที่อยากเรียนภาษาจีน ดังนั้น เมื่อปี พ.ศ.2501 นักภาษาศาสตร์จีนจึงได้สร้างระบบ pinyin ซึ่งใช้ตัวอักษรโรมัน (คือ a b c d นั่น แหละครับ) กำกับการออกเสียงของภาษาจีนขึ้นมา เพื่อให้ชาวต่างชาติสามารถอ่านและเขียนภาษาจีนโดยใช้ตัวอักษรโรมันได้ (แต่อย่าลืมว่าคนจีนส่วนมากไม่รู้ pinyin รู้แต่ตัวอักษรจีน มีแต่คนต่างชาติเท่านั้นที่เรียนพินอิน)

การอ่านภาษาจีนโดยใช้ระบบ pinyin นั้นมีปัญหานิดหน่อย เรื่องที่ทั้งฝรั่งรวมทั้งคนไทยหลายคน เข้าใจผิด คือ เราไปเข้าใจว่า ภาษาจีนกลางที่เขียนโดยการใช้ระบบ pinyin (ใช้ตัวอักษรโรมัน) นั้น ออกเสียงเหมือนกับอ่านภาษาอังกฤษ เปล่าเลย พินอิน (pinyin) เขามีระบบออกเสียงต่างหากของเขา ซึ่งต่างกับภาษาอังกฤษพอสมควร เช่น “Quanzhou” ต้องออกเสียงว่า “ฉวนโจว” ไม่ใช่ “ควานซู” คน ละเรื่องกันเลยใช่ไหม ผมขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจชัดเจนหน่อยนะครับ ภาษาเยอรมันก็ใช้ตัวอักษรโรมัน แต่ภาษาเยอรมันมีระบบออกเสียงของเขาต่างหากซึ่งต่างกับภาษาอังกฤษ แฟนบอลย่อมรู้ดีว่า Hamburg อ่านว่า ฮัมบูร์ก ไม่ใช่ แฮมเบิร์ก ภาษาฝรั่งเศสก็เช่นเดียวกัน Henry นักฟุตบอลชื่อดังชาวฝรั่งเศสนั้น เขาอ่านว่า อองรี ไม่ใช่ เฮนรี่

(แผนที่ มณฑลยูนนาน) จำเป็นที่จะต้องเจาะลึกข้อมูลของแต่ละมณฑล (ในกรณีนี้คือยูนนาน) เพราะแต่ละมณฑลมีความแตกต่างกันมาก (http://www.chinadiscover.net/image/yunnanpicture/map-yunnan2.jpg)

ที่มา: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=180496

ยูนนาน ตอนที่ 3

ความ หลากหลายของยูนนานเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อไร ถ้าอยากรู้ความจริง เราต้องขโมยไทม์แมชชีนของโดเรมอนแล้วเดินทางย้อนกาลเวลาไปถึง 50 ล้านปี เพื่อชมปรากฏการณ์ที่สำคัญมากครั้งหนึ่งของโลก ในช่วงเวลานั้นเกาะ อินเดีย (ผมไม่ได้เขียนผิดหรอกครับ) พุ่งเข้าชนทวีปเอเชียอย่างรุนแรงด้วยความเร็วสูงถึง 2 นิ้วต่อปี การพุ่งชนครั้งนั้นทำให้เกิดเสียงอึกทึกคึกโครมและเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ มหาศาลหลายครั้ง นับเป็นปรากฎการณ์ที่สำคัญมากครั้งหนึ่งของโลก ผลของการปะทะทำให้เกาะอินเดียเชื่อมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับทวีป เอเชีย และผลักแผ่นดินที่อยู่ริมทะเลพุ่งขึ้นสูงเหนือน้ำถึง 5 พันกว่าฟุตกลายเป็นเทือกเขาหิมาลัยที่สูงที่สุดในโลก พื้นดินทวีปเอเชียที่อยู่หลังเทือกเขาหิมาลัยถูกผลักดันให้สูงขึ้น  กลาย เป็นที่ราบสูงทิเบตซึ่งที่เป็นที่ราบสูงที่สุดในโลก ไม่น่าเชื่อนะครับว่า เหตุการณ์เมื่อตั้ง 50 ล้านปีมาแล้ว ยังมีผลให้เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน ทุกวันนี้บริเวณเทือกเขาเหล่านี้ยังมีแผ่นดินไหวอยู่เป็นประจำ ซึ่งเป็นผลพวงจากการปะทะครั้งนั้น

โลก เมื่อ 200 ล้านปีที่แล้ว 100 ล้านปีที่แล้ว และปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าอินเดียค่อยๆ แยกตัวออกจากทวีปอาฟริกา และพุ่งเข้าชนทวีปเอเชีย และกลายเป็นส่วนหนึ่งของทวีปเอเชียทุกวันนี้ (http://www.shangri-la-river-expeditions.com/wchinageo/wchinageo.html)

การที่เกาะอินเดียพุ่งเข้าชนทวีปเอเชีย ทำให้พื้นแผ่นดินของทวีปเอเชียทางด้านตะวันออกของจุด ปะทะเปลี่ยนแปลงไปเป็นระยะทางกว่า 1 พันกิโลเมตร ดินแดนที่ปัจจุบันนี้เป็นมณฑลยูนนานก็ได้รับผลพวงเป็นหางแถวจากการปะทะใน ครั้งนั้น ทางตะวันตกฉียงเหนือของยูนนานจึงเต็มไปด้วยเทือกเขาและยอดเขาที่สูงชัน ที่ราบสูง หุบเขาเล็ก หุบเขาน้อยระหว่างเทือกเขา ส่วนดินแดนทางตะวันออกของเทือกเขาเหล่านี้กลายเป็นที่ราบสูงหลายหย่อม  แต่ ละหย่อมจะมีเทือกเขาเป็นขอบเขต และที่ราบสูงเหล่านี้จะค่อยๆ เทลาดต่ำลงมาจากเหนือจรดตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนดินแดนทางใต้สุดของยูนนานไม่ได้รับผลกระทบมากนัก พื้นที่และดินฟ้าอากาศ บริเวณนี้จึงไม่แตกต่างกับพื้นที่ทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากนัก เพียงแต่สูงกว่าเล็กน้อยและหนาวกว่าเล็กน้อยเท่านั้น แผ่นดินไหวครั้งใหญ่สมัยดึกดำบรรพ์แต่ละครั้งได้ตลบพลิกแผ่นดิน เสมือนหนึ่งชาวไร่พรวนดิน เพื่อปลูกพืชผักผลไม้ ทำให้แร่ธาตุต่างๆ ที่ปกติอยู่ใต้พิภพถูกพลิกขึ้นมาอยู่ใกล้ผิวดิน ยูนนานจึงมีแร่ธาตุต่างๆ เช่น อลูมิเนียม สังกะสี ดีบุก ตะกั่ว ทองแดง นิเกิล แมงกานีส โปแตสเซียม อินเดียม ทาเลียม แคดเมียม เงิน เจอเมเนียม แพลททินัมมากที่สุดในแผ่นดินจีน แร่ธาตุเหล่านี้มีคุณค่ามหาศาล และกำลังคอยการสำรวจและขุดขึ้นมาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ

เทือกเขาสูงและหุบเขาต่ำที่เกือบนับไม่ถ้วนเหล่านี้เป็นบ่อเกิดของแม่น้ำลำธารถึง 600 สาย และทำให้ยูนนานเป็นทางไหลผ่านของแม่น้ำสำคัญถึง 6 สาย อาทิเช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำแยงซีเกียง แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำแดง และแม่น้ำ Nanpan หรือหนานผาน ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำไข่มุก จึงไม่เป็นที่แปลกใจว่ายูนนานมีพลังงานน้ำสำรองมากมายเหลือเฟือเป็นอันดับ สองของจีน

ส่วน ด้านอากาศนั้นได้รับอิทธิพลจากเส้น Tropic of Cancer ที่ผ่ากลางมณฑลยูนนาน และมรสุม monsoon ที่พัดผ่านยูนนานพอดี ปกติแล้วสองปัจจัยนี้ควรทำให้อากาศแถบยูนนานคล้ายคลึงกับอากาศในไต้หวันหรือ ซัวเถา คือค่อนข้างร้อนถึงค่อนข้างหนาวและฝนชุก แต่บรรดาเทือกเขาสูงและหุบเขาต่ำทั้งหลาย ทำให้อากาศในยูนนานมีความหลากหลายมากกว่าที่คิด เพราะลมฝนที่ควรจะพัดผ่านกลับถูกเทือกเขาสูงใหญ่มากมายบังคับให้พัดวกไปวนมา ก่อนที่จะพัดผ่านไป ทำให้อากาศในยูนนานมีทั้งอากาศหนาวเหน็บเหมือนสวิตเซอร์แลนด์ และอากาศที่ร้อนเกือบเท่าเชียงราย นอกจากนั้นยูนนานยังมีบางพื้นที่ที่แล้งจัดขนาดไม่มีต้นไม้บนเขาเลย ทั้งๆ ที่ยูนนานโดยเฉลี่ยแล้วมีน้ำฝนมากถึง 1,000 มม.ต่อปี (เชียงรายมีน้ำฝนเฉลี่ย 1,800 มม.ต่อปี) อากาศในยูนนานมีความหลากหลายมากเสียจนมีคำพังเพยภาษาจีนว่า นักเดินทางอาจจะเผชิญกับฤดูถึง 4 ฤดูบนเทือกเขาเดียวกันในช่วงเวลาเดียวกัน และอากาศอาจจะเปลี่ยนแปลงอย่างมากภายในระยะทางอันสั้นเพียง 10 กิโลเมตร แต่โดยทั่วไปแล้วอากาศในยูนนานเย็นสบายน่าอยู่มาก ฤดูร้อนอุณหภูมิโดยเฉลี่ยแล้วสูงเพียง 19-22 องศา และในฤดูหนาวอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 6-8 องศา ซึ่งไม่หนาวเกินไปนัก ผมเองยังอยากไปพักผ่อนที่ยูนนานบ่อยๆ เลย อากาศสบ๊าย สบาย

หาก ท่านหลับตาและจินตนาการว่า ท่านเป็นนักบินอวกาศและกำลังก้มมองดูภูมิประเทศของยูนนานจากอวกาศ ท่านจะเห็นว่ายูนนานถูกปกคลุมด้วยป่าไม้ ทุ่งหญ้า และทะเลสาปที่อุดมสมบูรณ์ มีความเหมาะสมสำหรับสิ่งที่มีชีวิตต่างๆ ทั้งพืช นอกจากนั้นแล้วท่านจะสังเกตเห็นว่า เทือกเขาที่สูงลิ่วนั้นช่วยเป็นกำแพงกั้นทางธรรมชาติล้อมรอบ แบ่งให้ดินแดนยูนนานกลายเป็นอาณาจักรเล็กๆ น้อยๆ หลายอาณาจักร ยากต่อการบุกรุกเข้าไป บรรดาพืช สัตว์ และมนุษย์แถบนั้นจึงสามารถพัฒนาตนเองภายในอาณาจักรเล็กน้อยเหล่านี้โดย ปราศจากการรุกรานหรือแทรกแซงโดยสิ่งภายนอก

ถ้า บทความเรื่องยูนนานของผมเป็นบทความด้านวิชาการ ผมจะต้องอ้างอิงถึงที่มาของข้อมูลทุกๆ ข้อมูล แต่หากผมทำเช่นนั้นแล้ว บทความของผมจะเต็มไปด้วยการอ้างอิง ซึ่งจะทำให้น่าเบื่อไม่น่าอ่านสำหรับเพื่อนๆ ดังนั้นผมจึงจะลงแหล่งข้อมูลบ้างไม่ลงบ้าง แล้วแต่สถานการณ์และความจำของผม หวังว่าผู้ที่เป็นแหล่งข้อมูลเหล่านี้ คงจะเข้าใจและให้อภัยผมด้วยนะครับ

ที่มา: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=177839

ยูนนานตอน 2

ยูนนานมีสภาพอากาศที่แตกต่างกันมาก ตั้งแต่อากาศร้อนคล้ายเชียงรายถึงอากาศหนาวจัดมีหิมะปกคลุมตลอดปี ยูนนานมีพืชพันธุ์ที่หลากหลายและอุดมสมบูรณ์ ตั้งแต่ไม้เมืองหนาวถึงไม้เมืองร้อน ยูนนานมีพันธุ์ไม้ที่หลากหลายมากที่สุดในจีน ยูนนานมีพันธุ์สัตว์ที่หลากหลายมากตั้งแต่จามรีถึงสัตว์เมืองร้อนเช่นช้าง ยูนนานมีพันธุ์สัตว์มากถึงครึ่งหนึ่งของสัตว์ทั้งหมดในจีน ยูนนานมีชนกลุ่มน้อยถึง 25 ชนเผ่าด้วยกัน 1 ใน 3 ของพลเมืองเหนือในยูนนานเป็นชนกลุ่มน้อย ยูนนานมีแม่น้ำถึง 600 สาย และอุดมด้วยแร่ธาตุถึง 142 ประเภท

ก่อนที่จะเจาะลึกเข้าไปในดินแดนใดดินแดนหนึ่ง เราจำเป็นที่จะต้องรู้ข้อมูลพื้นฐานของ ดินแดนนั้น ก่อน การอ่านข้อมูลพื้นฐานเป็นเรื่องที่น่าเบื่อชวนให้หลับ แต่ก็เป็นเรื่องที่จำเป็น ขาดไม่ได้ เช่นเดียวกับการทำกิจวัตรประจำวันในห้องน้ำและห้องนอนแหละครับ น่าเบื่อแต่ไม่ทำไม่ได้

เริ่มต้นด้วยข้อมูลที่น่าสนใจก่อนแล้วกันนะครับ ท่านรู้ไหมว่าคุนหมิงเมืองหลวงของยูนนานเป็นบ้านพี่ เมืองน้องกับเจียงใหม่บ้านเฮา และมณฑลยูนนานเป็นบ้านพี่เมืองน้องกับจังหวัดเจียงฮาย ถ้าไม่รู้มาก่อน ตอนนี้ ก็รู้แล้วนะครับ

ยูนนานอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เป็นมณฑลจีนที่อยู่ใกล้ไทยมากที่สุด ระยะทางที่ใกล้ที่สุดจากพรมแดนไทยไปพรมแดนยูนนานห่างกันไม่ถึง 100 กม. ใกล้กว่าเส้นทางจากเชียงใหม่ไปเชียงรายตั้งเยอะ ยูนนานใหญ่พอสมควร มณฑลนี้มีพื้นที่ 394,000 ตารางกิโลเมตร น้อยกว่าประเทศไทย 23% และมีประชากร 43 ล้านคน น้อยกว่าไทย 30% คนยูนนานจนกว่าคนไทยมาก พวกเขามีรายได้ต่อหัวเพียง 28,000 บาทต่อปี ขณะที่คนไทยมีรายได้ต่อหัว 91,400 บาทต่อปี รายได้หรือ GDP ของยูนนานสูงเพียง 1,230 พันล้านบาทในปี 2003 ขณะที่ GDP ของไทยในปีเดียวกันสูงถึง 5,900 พันล้านบาท ถึงแม้ว่าคนยูนนานจนกว่าคนไทยมาในปัจจุบัน แต่พวกเขากำลังมีโอกาสที่จะพัฒนาและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะรัฐบาลจีนสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้ยูนนานเป็นประตูสู่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันนี้ยูนนานมีสาธารณูปโภคเพียบ สนามบินคุนหมิงเป็นหนึ่งในห้าสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในจีน และคนยูนนานกำลังกระตือรือร้นอย่างเต็มที่ที่จะกอบโกยเงินเข้ากระเป๋าตน

ยูนนานเป็นมณฑลที่มีความหลากหลายมากในหลายๆ ด้าน อาจจะกล่าวได้ว่ายูนนานเป็นดินแดนที่มีความหลากหลายมากที่สุดในทวีปเอเชียทั้งทวีป ใน ด้านภูมิประเทศนั้น ยูนนานมีภูเขาสูงเกือบ 7 พันเมตร พื้นที่ ของยูนนานเป็นภูเขา เทือกเขา และที่สูงมากถึง 96% ของพื้นที่ทั้งหมด ยูนนานมีเขาที่ชันมาก มีที่ราบสูงหลายแห่ง หุบเขาหลายแห่ง และทะเลสาบหลายแห่ง ภูมิประเทศแบบนี้ทำให้ยูนนานมีความหลากหลายมากและมีทิวทัศน์ที่สวยงามมาก สภาพอากาศของยูนนานมีความแตกต่างกันมาก ตั้งแต่อากาศร้อนคล้ายเชียงรายถึงอากาศหนาวจัดมีหิมะปกคลุมเหมือนสวิตเซอร์ แลนด์ แต่อากาศโดยทั่วไปแล้วค่อนข้างที่จะเย็นสบายไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป              ยู นนานมีฝนตกปริมาณมากพอสมควร พื้นที่ส่วนมากมีฝนเกิน 1,000 มม.ต่อปี (เชียงใหม่มีฝนตกประมาณ 1,200 มม.ต่อปี) ทำให้ยูนนานมีพืชพันธุ์ที่หลากหลายและอุดมสมบูรณ์ ตั้งแต่ไม้เมืองหนาวถึงไม้เมืองร้อน (แต่บางส่วนของยูนนานก็แห้งแล้งมากและบางเทือกเขาไม่มีต้นไม้ขึ้นเลย) ยูนนานมีพันธุ์ไม้ที่หลากหลายมากที่สุดในจีน มีถึง 60% ของพันธุ์ไม้ทั้งหมดในจีน ทุกๆ ปีจะมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านพันธุ์พืชทั่วโลกเดินทางไปศึกษาพันธุ์พืชในยูนนาน

ความหลากหลายทางชีวภาพนี้ทำให้ยูนนานมีพันธุ์สัตว์ที่หลากหลายมากเช่นกัน ตั้งแต่สัตว์เมือง หนาวบนที่ราบสูง เช่น จามรี ถึงสัตว์เมืองร้อนเช่นช้าง

ยูนนานมีพันธุ์สัตว์มากถึงครึ่งหนึ่งของสัตว์ทั้งหมดในจีน

ซึ่ง สัตว์บางชนิดก็หายาก เช่น ลิงจมูกเชิด (snub-nosed monkey) และแพนด้าแดง (red panda) สัตว์หายาก บางชนิดมีอยู่แค่ในยูนนานเท่านั้น

แพนด้าแดง (แต่ไม่ใช่ตระกูลเดียวกับหมีแพนด้านะครับ และไม่ใช่หมีด้วย จะคล้ายๆ กับตัว Raccoonมากกว่า) เป็นสัตว์ที่หายาก มีตัวโตเต็มวัยไม่ถึง 2,500 ตัวในโลก อยู่บริเวณยูนนานและใกล้เคียง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ailurus Fulgens

ความหลากหลายต่างๆ นี้ครอบคลุมไปถึงคนยูนนานด้วย พื้้นที่ของยูนนานส่วนมากอุดมสมบูรณ์  ส่วนอากาศก็ไม่ร้อนไม่หนาวมากซึ่งเหมาะสำหรับการอยู่อาศัยของผู้คนแต่ด้วยภูมิประเทศที่แตกต่างกันอย่าง มากทำให้การคมนาคมระหว่างท้องถิ่นลำบากมาก ผู้คนในแต่ละท้องที่จึงถูกตัดขาดออกจากกันก็เหมือนอยู่กันคนละโลก ทำให้เกิดเผ่าพันธุ์ สัีงคม และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ยูนนานมีชนกลุ่มน้อยถึง 25 ชนเผ่าด้วยกัน  1 ใน 3 ของพลเมืองในยูนนานเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีความแตกต่างกับคนจีนทั่วไปในจีน หรือแม้แต่ชาวจีนแท้ๆ ในยูนนานก็ยังมีความแตกต่างกับชาวจีนทั่วๆ ไปด้วยเช่นกัน คนจีนดั้งเดิมหรือแม้แต่ชาวจีนแท้ๆ ในยูนนานก็ยังมีความแตกต่างกับชาวจีนทั่วๆ ไปด้วยเช่นกัน คนจีนดั้งเดิมในยูนนานมักจะหัวดื้อและค่อนข้างที่จะมีความคิดไม่ค่อยจะลงรอย กับรัฐบาลกลาง

ชาวปูลัง (Bulang) ชนกลุ่ม น้อยของยูนนาน ชาวปูลังชอบอยู่ตามเขาสูงทางใต้ของสิบสองปันนา (ถ้าอยู่ทางเหนือของยูนนาน คงไม่กล้าแต่งตัวแบบนี้หรอก เพราะทางเหนือของยูนนานนั้นหนาวเหน็บจริงๆ) คนพวกนี้มีภาษาของตัวเอง แต่พูดภาษาลื้อได้ (คนทางเหนือของไทยก็สามารถพูดคุยกับคนลื้อที่สิบสองปันนาได้)

ยูนนานมีแม่น้ำถึง 600 สาย รวมทั้งแม่น้ำสำคัญๆ ถึง 6 สาย และหนึ่งในนั้นก็คือแม่น้ำโขงนั่นเอง  ยูนนานถือว่าพลังงานจากน้ำเป็นพลังงานที่สำคัญ สามารถสร้างรายได้ให้กับมณฑลมาก ยู นนานจึงสร้างเขื่อนหลายเขื่อนรวม 4 เขื่อน (และจะสร้างเพิ่มอีกถึงกว่า 10 เขื่อน) ในแม่น้ำโขงทีี่กำลังสร้างปัญหาอย่างใหญ่หลวงให้กับชาวประมงไทยเราขณะนี้

ความหลากหลายและน่าสนใจดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นของยูนนานทำให้ยูนนานเป็นแหล่ง

ท่องเที่ยวทางด้านธรรมชาติที่สำคัญมากของจีน รัฐบาลยูนนานกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างขะมักเขม้นและไม่หยุด ยั้ง ในปี 2544 ยูนนานมีนักท่องเที่ยวจากภายในประเทศเกือบ 0 ล้นคน และจากต่างประเทศ 11 ล้านคน และปริมาณนักท่องเที่ยวกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอก จากนี้แล้ว ยูนนานยังอุดมด้วยแร่ธาตุถึง 142 ประเภท มณฑลนี้มีแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น สังกะสี ดีบุก อลูมิเนียม ตะกั่ว อินเดียม ทาเลียม และแคดเมียมซึ่งมีมากที่สุดในจีน และยังมีแร่ธาตุที่สำคัญอีกมากมาย

ข้อมูล ที่ผมเขียนในบทความเรื่องยูนนานนี้ ส่วนหนึ่งได้มาจากประสบการณ์ของตนเอง และส่วนหนึ่ง ได้จากเว็บไซต์ต่างๆ ในอินเตอร์เน็ต และได้จากการสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ และอีกส่วนหนึ่งได้ จากบทความและ หนังสือของท่านผู้รู้จริงหลายต่อหลายท่าน ผมขอขอบคุณท่านเหล่านี้ด้วยครับ

ที่มา: http://www.oknation.net/blog/sainarong/2007/12/17/entry-1

มณฑล ยูนนานของจีนมีสภาพเป็นประตูสู่อุษาคเนย์ของจีน ยูนนานจึงมีความสำคัญต่อไทย (ลาว พม่า เวียดนาม และกัมพูชา) มาก และจะมีบทบาทในอุษาคเนย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในเวลาเดียวกัน เราก็มีความสำคัญต่อยูนนานมาก

คนยูนนานรู้จักคนไทยดี

แต่        คุณรู้จักยูนนานดีแค่ไหน?

ยูนนานเป็นส่วนหนึ่งของอุษาคเนย์ครับ ทั้งภูมิประเทศและอากาศทางใต้ของยูนนานคล้ายลาว ไทย พม่า และเวียดนามมากกว่าจีนครับ คนพื้นเมืองก็คล้ายๆ พวกเรา ไม่ค่อยคล้ายคนจีนเท่าไร


ยูนนานตอน 1

เช้า วันหนึ่ง ท่ามกลางอากาศที่แสนสบายและสดชื่นของเมืองคุนหมิงในมณฑลยูนนาน ผมเข้าไปนั่งเล่นเดินเล่นในมหาวิทยาลัยยูนนาน สายตาก็สอดส่องมองดูบรรดานักศึกษาหมวยหลายคนที่เดินวนไปวนมา ปากก็เปล่งเสียงอ่านหนังสือออกมาดังๆ โดยไม่สนใจสายตาของใคร (ที่จริงแล้วนักศึกษาชายที่ทำเช่นเดียวกันก็มีหลายคน) เขาอ่านอะไรกันอยู่ ผมชักสงสัยเลยเดินเข้าไปแอบฟังใกล้ๆ อ้อ.. เขากำลังฝึกอ่านภาษาอังกฤษอย่างเอาเป็นเอาตายนั่นเอง (เขาอ่านกันอย่างจริงจังและเอาเป็นเอาตายกันจริงๆ ครับ) ผมเดินไปไหนๆ ในมหาวิทยาลัยยูนนาน ก็หลีกไม่พ้นนัก ศึกษาเหล่านี้ (ที่จริงก็ไม่ได้อยากจะหลีกหรอก) ผมแอบชื่นชมเงียบๆ อยู่ในใจว่า คนจีนรุ่นใหม่นี้เขาสนใจและจริงจังกับภาษาอังกฤษกันจริงๆ  อีกไม่น่านพวกเขาคงจะแซงหนุ่มสาวขี้อายของไทยเราไปอย่างแน่แท้ สมองผมก็พลันคิดต่อไปว่า หลังจากที่รัฐบาลกลางของจีนได้มีมติให้มณฑลยูนนานเป็นประตูสู่เอเชียอาคเนย์ พฤติกรรมและกิจกรรมของรัฐบาลมณฑลและประชาชนยูนนานหลายอย่างได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เขาเตรียมตัวอย่างเต็มที่ที่จะเข้ามาติดต่อ สร้างความสัมพันธ์และทำธุรกิจกับดินแดนล้านนาของเรา ซึ่งเขามองว่าเป็นประตูที่จะพาพวกเขาเข้าไปมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฯลฯ  ผมได้ยินมาว่า มีคนจีนในคุนหมิงกว่า 5 พันคนที่ พูดภาษาไทยได้ และมีนักศึกษาจากยูนนานนับร้อยที่กำลังเรียนอยู่ในสถาบันศึกษาต่างๆ ในแถบล้านนา ใจผมก็เลยคิดเรื่อยเปื่อยต่อไปอีกว่า อีกไม่นานหรอก คนยูนนานคงรู้จักคนไทยอย่างถ่องแท้ และคงจะตะลุยเข้ามาในล้านนาอย่างไม่ขาดสาย แต่ไทยเราเล่ารู้จักยูนนานดีสักเพียงใด ผมนึกถึงตำราพิชัยสงครามของซุนวู และประโยคอมตะว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ผมเลยตั้งคำถามอยู่ในใจว่า (ชอบคิดเอาเสียจริงๆ) คนยูนนานรู้จักเราดี แต่เราเล่ารู้จักเขาสักเพียงใด ถ้าสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้แล้ว พอมณฑลยูนนานตะลุยเข้ามาไทยอย่างเต็มที่แล้ว ล้านนาเราจะไม่ เสียเปรียบเขาหรอกหรือ

ผมเชื่อแน่ว่า ชาวยูนนานจะเข้ามามีบทบาทในล้านนามากทีเดียว ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่พวกเราชาว ล้านนาควรจะเริ่มต้นทำความรู้จักยูนนานในทุกๆ ด้านได้แล้ว

นี่คือที่มาของบทความที่ผมจะเขียนลงใน blog อย่าง ต่อเนื่องเกี่ยวกับมณฑลยูนนาน ในทุกๆ ด้าน ทุกๆ มุมมอง รวมทั้งประชากร เศรษฐกิจ สังคม การลงทุน วัฒนธรรม การดำรงชีวิต การท่องเที่ยว การศึกษา ฯลฯ

ความหลากหลายและแตกต่างของยูนนาน

จริงอยู่ พวกเราหลายคนเคยไปเมืองจีนมาหลายครั้งแล้ว แต่ยูนนานมีเอกลักษณ์ของตนเอง ซึ่งต่างจากจีนทั่วไปในหลายเรื่อง

จริง อยู่พวกเราหลายคนเคยไปสิบสองปันนาแล้ว แต่สิบสองปันนาเป็นแค่ส่วนหนึ่งของยูนนาน และมีความ แตกต่างกับส่วนอื่นๆ ของยูนนานมากทีเดียว

จริงอยู่ พวกเราหลายคนเคยไปเที่ยวชมภูมิประเทศที่สวยงามและชนเผ่ากลุ่มน้อยของยูนนาน แล้ว แต่ภูมิประเทศของยูนนานมีความหลากหลายมาก ตั้งแต่เขตกึ่งร้อนคล้ายเจียงใหม่บ้านเฮาถึงเขตหนาวเยือกเย็นปกคลุมด้วยหิมะ เหมือนสวิตเซอร์แลนด์ และชนเผ่ากลุ่มน้อยของยูนนานก็มีถึง 26 เผ่าด้วยกัน แต่ละเผ่าก็มีขนบธรรมเนียมและประเพณีที่แตกต่างกันมาก ส่วนคนเชื่อจีนในยูนนานนั้นเล่าก็ยิ่งมีความแตกต่างกับชนกลุ่มน้อยมากไปอีก นอกจากนั้นแล้วยังมีคนจีนหลายคนจากมณฑลเจ้อ เจียงและมณฑลอื่นๆ ที่เพิ่งอพยพเข้ามาทำธุรกิจในยูนนาน คนจีนต่างมณฑลเหล่านี้ “รอบจัด” มากกว่าคนจีนพื้นเมืองของยูนนานนัก            กฎหมายและระเบียบการของมณฑลยูนนานก็มีความแตกต่างกับกฎหมายและระเบียบการของรัฐบาลกลาง ในบางประการ เนื่องจากรัฐบาลกลางให้สิทธิต่อมณฑลต่างๆ พอสมควรในการออกระเบียบ ขั้นตอนการปฏิบัติและดำเนินการภายในมณฑล โดยเฉพาะอย่างยิ่งมณฑลชายแดนที่อยู่ติดกับประเทศอื่น มีอิสระและสิทธิมากกว่ามณฑลอื่นๆ พอสมควรในการวางกฎระเบียบขั้นตอนการดำเนินการเพื่อทำการค้ากับประเทศเพื่อน บ้าน ทั้งในด้านนิตินัยและพฤตินัย

ผมขอกระตุ้นน้ำย่อยของท่านผู้อ่านโดยการเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเพิ่มเติมที่ทำให้ผมสนใจยูนนานมากกว่ามณฑลอื่นในจีน

ครั้ง แรกที่ผมก้าวลงจากเครื่องบินที่คุนหมิงเมืองหลวงของยูนนาน ผมบอกกับตัวเองว่าใช่เลย ที่นี่อากาศ เหมาะสำหรับคนเป็นโรคหืดอย่างผมมาก มิหนำซ้ำยังอยู่ไม่ห่างจากเชียงใหม่และค่าครองชีพก็ถูกมาก และครั้งแรก ที่ผมลงจากรถทัวร์ในชนบทที่สิบสองปันนา ชาวบ้านเห็นหน้าตาผมก็รี่เข้ามาทักทายภาษาลื้ออย่างเป็นกันเอง (คำ เมืองกับภาษาลื้อนั้นพูดกันรู้เรื่องครับ แต่คนกรุงเทพฯ ไม่รู้เลยว่าเราพูดอะไรกัน คนลื้อสิบสองปันนาไม่สนใจคนกรุงเทพฯ เท่าไร แต่พวกเขาสนใจและรู้สึกสนิทกับคนเชียงใหม่มากกว่า) คนมณฑลยูนนานจนมาก จนเป็นอันดับที่ 8 (ตามสถิติปี 2541) ของจีน แต่ก็มีน้ำใจกว่าคนจีนที่มณฑลอื่นหลายมณฑล อย่างน้อยก็สองครั้งแล้วที่มีคนลุกขึ้นให้ผมนั่งในรถเมล์ที่คุนหมิง คนบนรถเมล์ในกรุงเทพฯ ยังไม่เคยมีใครลุกขึ้นให้ผมนั่งเลย วันนี้เอาเท่านี้ก่อน โปรดติดตามบทความต่อๆ ไปนะครับ     สรุป ในอนาคตอันใกล้ มณฑล ยูนนานของจีนจะเข้ามามีบทบาทอย่างสูงในภาคเหนือตอนบนของไทย ขณะนี้รัฐบาลและผู้คนมณฑลยูนนานกำลังศึกษาเมืองไทยอย่างขมักเขม้นและลึกซึ้ง ดังนั้น ไทยเราโดยเฉพาะล้านนา ควรอย่างยิ่งที่จะรู้เรื่องมณฑลยูนนานอย่างละเอียดเช่นกัน

เปิดตัวหนังสือ “ทิวทัศน์ต้องห้ามในรัฐฉาน” ชี้ทหารพม่ากำลังทำลายประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม

From : http://www.prachatai.com

เครือข่ายปฏิบัติงานผู้หญิงไทใหญ่ (SWAN) เผยรายงาน “ทิวทัศน์ต้องห้ามในรัฐฉาน” หวังเป็นคู่มือท่องเที่ยวทางเลือก เตือนนักท่องเที่ยวให้ตระหนัก ระบุรัฐบาลทหารพม่าละเมิดสิทธิทางวัฒนธรรม พยายามทำลายหอคำเจ้าฟ้า 34 แคว้นแล้วแทนที่ด้วยประวัติศาสตร์พม่า ห้ามใช้ภาษาไทใหญ่ สะกดชื่อเมืองด้วยภาษาพม่าจนความหมายเพี้ยนไม่เป็นมงคล

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. เครือข่ายปฏิบัติผู้หญิงไทใหญ่ (Shan Women’s Action Network: SWAN) ซึ่งทำงานด้านสิทธิมนุษยชน สิทธิเด็กและสิทธิสตรีในพื้นที่รัฐฉาน สหภาพพม่า ได้แถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ “ทิวทัศน์ต้องห้ามในรัฐฉาน” (Forbidden Glimpes of Shan State) หนังสือความยาว 40 หน้า เพื่อเป็นคู่มือท่องเที่ยวทางเลือกฉบับย่อ เนื่องจากมีการถกเถียงกันมากว่านักท่องเที่ยวควรเดินทางไปพม่าและใช้จ่าย เงินซึ่งอาจเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหารพม่าหรือไม่ ทางเครือข่าย SWAN จึงได้จัดทำหนังสือเล่มดังกล่าวขึ้นเพื่อให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวจากต่าง ชาติโดยหวังว่าจะนำไปสู่การปฏิเสธการให้ความสนับสนุนทุกรูปแบบต่อรัฐบาลทหาร พม่า ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่นักท่องเที่ยวจะได้ทราบว่ามีการนำวัฒนธรรมหลักของ รัฐบาลทหารและวัฒนธรรมพม่าเพื่อครอบงำวัฒนธรรม ศาสนา และประวัติศาสตร์ของรัฐฉาน

ทั้งนี้คู่มือท่องเที่ยวฉบับนี้จะทำให้นักท่องเที่ยวเห็นมุมมองอีกมุมมอง หนึ่งของรัฐฉาน เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ในรัฐฉานมีการสู้รบ รัฐบาลพม่าถือเป็นเขตหวงห้ามสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ก็มีบางจุดซึ่งเปิดให้เข้าเที่ยวชมได้ ซึ่งคู่มือฉบับนี้จะเผยให้เห็นว่ารัฐบาลทหารพม่ากำลังทำลายพระราชวังที่หลง เหลืออยู่ในอดีตทั้ง 34 แคว้นในรัฐฉานอย่างไร รวมทั้งการรื้อทำลายพระราชวังเชียงตุงในปี พ.ศ 2534 และทำเป็นโรงแรมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว

ข้อมูลในหนังสือทิวทัศน์ต้องห้ามในรัฐฉานได้ให้ข้อมูลถึงการทำลายมรดกของ เจ้าฟ้าต่างๆ ในรัฐฉาน โดยที่รัฐบาลทหารพม่าได้สร้างอนุสรณ์สถานเพื่อแสดงแสนยานุภาพของอดีต กษัตริย์พม่าแทน เช่น การสร้างเจดีย์ชเวดากองจำลองทั่วรัฐฉาน นอกจากนี้ภาษาพม่ายังกลายเป็นภาษาบังคับที่มีการสอนในโรงเรียนทุกแห่งของรัฐ ฉาน การสอนภาษาไทใหญ่เป็นเรื่องต้องห้าม ป้ายบอกทางบอกสถานที่ในรัฐฉานเขียนด้วยภาษาพม่า มีการนำภาษาพม่ามาใช้สะกดชื่อเมืองในรัฐฉานซึ่งเดิมเป็นภาษาไทใหญ่ ทำให้สำเนียงเพี้ยน ความหมายของชื่อเมืองเปลี่ยนและกลายเป็นความหมายที่ไม่เป็นมงคล

 

ขณะที่ในหลายพื้นที่ยังอยู่ใต้การคุกคามของโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของ รัฐบาลทหารพม่าอย่างการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าสำหรับจำหน่ายให้ประเทศจีน และประเทศไทย เช่น พื้นที่ก่อสร้างโครงการเขื่อนกุ๋นหลวงในเขตแม่น้ำสาละวินตอนบน และพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนท่าซาง ในแม่น้ำป๋าง ในพื้นที่เมืองกุ๋นฮิง เป็นต้น

คู่มือท่องเที่ยวฉบับนี้ยังได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับนักโทษการเมืองคนสำคัญ จากตอนกลางของประเทศพม่าที่ต้องขังอยู่ในทัณฑสถานที่ห่างไกลจากรัฐฉาน นักโทษการเมืองเหล่านี้อยู่ในสภาพที่เลวร้าย ทั้งถูกทรมานระหว่างกักขัง อยู่ในเรือนจำที่มีสภาพไม่ถูกสุขลักษณะ และเมื่อป่วยก็ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม สำหรับนักโทษการเมืองคนสำคัญที่ถูกจองจำในพื้นที่รัฐฉาน เช่น อดีตผู้นำนักศึกษาพม่ารุ่นปี 1988 อย่าง มินโก่นายซึ่งถูกจองจำที่เชียงตุง โก่โก่จีถูกจองจำที่เมืองสาด จิมมี่ถูกจองจำที่ตองยี และมินเซยา ถูกจองจำที่ล่าเสี้ยว เป็นต้น

ถึงแม้ว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังสือเล่มนี้พูดถึงแง่มุมของชาวไทใหญ่ แต่ที่จริงแล้วรัฐบาลก็ได้ดำเนินการเช่นเดียวกันกับวัฒนธรรมท้องถิ่นของ กลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในรัฐฉานและในส่วนอื่นๆ ของพม่าด้วย ซึ่งหนังสือดังกล่าวนั้นได้มีการผลิตและเผยแพร่ในภาษาไทยไทใหญ่ ภาษาพม่า ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ โดยสามารถอ่านหนังสือ “ทิวทัศน์ต้องห้ามในรัฐฉาน” แบบออนไลน์ได้ที่ www.shanwomen.org

Download หนังสือ shanState

From : http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000134481

การก่อสร้างสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำโขงไทย-ลาวแห่งที่ 3 เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้วในเดือนนี้ หลังจากล่าช้านานหลายเดือนก่อนหน้านี้ เนื่องจากติดขัดเรื่องเงินงบประมาณ ซึ่งรัฐบาลสองประเทศได้พบในภายหลังว่ามูลค่าการก่อสร้างได้บานปลายออกไป การก่อสร้างงานฐานรากได้เริ่มขึ้นแล้วในช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยเริ่มจากฝั่งไทยที่บริเวณบ้านห้อม ต.อาจสามารถ อ.เมือง นครนพนม ทั้งหมดเริ่มมองเห็นเป็นรูปเป็นร่าง ในภาพถ่ายที่ ASTVผู้จัดการออนไลน์ ได้รับมา ซึ่งผู้เผยแพร่กล่าวว่าเป็นภาพถ่ายของบริษัทเอปสิลอนจำกัด บริษัทผู้ก่อสร้างงานฐานรากของโครงการ พิธีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างสะพานจัดขึ้นวันที่ 6 มีนาคม 2552 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธานในพิธี โดยมีนายบุญยัง วอละจิต รองประธานสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายบุญสนอง บุญมี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ข้าราชการ และประชาชน เข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง ทางฝั่งลาวสะพานมิตรภาพตั้งอยู่ที่บ้านเวินใต้ เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สะพานแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงสายเอเชีย (Asian Highway) เป็นจุดเชื่อมโยงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยกับลาวกับภาคกลางตอนบนของ เวียดนาม ตามทางหลวงหมายเลข 12 ไปยังทางหลวงเลข 8 ในแขวงบอลิคำไซ เป็นทางสั้นที่สุดออกสู่ทะเลจีนใต้ในเวียดนาม ที่ท่าเรือเมืองวีง (Vinh) ใน จ.เหงะอาน (Nghe An) ด้วยระยะทางงประมาณ 300 กิโลเมตร

รัฐบาลไทยได้สนับสนุนงบประมาณ และการดำเนินการก่อสร้างในวงเงิน 1,760 ล้านบาท สะพานมีความยาวรวม 1,423.1 เมตร ความกว้างรวม 13 เมตร มีรางรถไฟถึงจุดกึ่งกลางสะพาน เช่นเดียวกันสะพานมิตรภาพ 1 (หนองคาย-เวียงจันทน์) โดยบริษัท อิตาเลี่ยนไทยจำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับจ้าง ใช้เวลาในการก่อสร้าง 30 เดือน

สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) เป็นจุดเชื่อมต่อทางหลวงหมายเลข 22 (อุดรธานี-สกลนคร-นครพนม) กับ ทางหลวงเลข 8 และ 12 ของลาว จากท่าแขกไปยังดงเห่ย (Dong Hoi) จ.กว๋างบี่ง (Quang Binh) ระยะทาง 310 กิโลเมตร และ 331 กม.ไปยังเมืองวีง ตามแผนการของกลุ่มยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่ โขง (ACMECS).

 

มกราคม 2012
อา พฤ
« มี.ค.    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.