ที่มา: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=532725
โดย ทรงฤทธิ์ โพนเงิน
โครงการสร้างเขื่อนตามแนวแม่น้ำโขง
แผน การก่อสร้างเขื่อนส่วนใหญ่ในลาวนั้นนับเป็นแผนการที่เกี่ยวข้องถึงคนไทยทุกๆ คนเลยก็ว่าได้ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าคนไทยนั่นแหละที่จะเป็นลูกค้าหลักที่สำคัญที่สุดต่อ ความเป็นไปได้ของเขื่อนโครงการต่างๆในลาว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือว่าเป้าหมายของรัฐบาลลาว ที่จะพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นผู้ส่งออกพลังงานไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดในเอเชีย หรือ Battery หรือ ที่เรียกเป็นภาษาลาวว่าการเป็นหม้อไฟแห่งเอเชียนั้นจะสามารถเกิดขึ้นได้จริง หรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับอำนาจการรับซื้อของคนไทยเป็นสำคัญนั่นเอง
โดยความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลลาวที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ก็คือไทยจะรับซื้อกระแสไฟฟ้าจากลาว 7,000 เมกกะวัตต์ภายในปี 2015 และที่ได้ตกลงราคาซื้อขายร่วมกันไปแล้ว คือโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 ในแขวงคำม่วน ที่อยู่ฟากฝั่งโขงตรงข้ามกับจังหวัดนครพนมในภาคอีสานของไทย โดยโครงการดังกล่าว ก็กำลังจะเริ่มส่งกระแสไฟฟ้าในปริมาณ 997 เมกกะวัตต์ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นับจากวันที่ 15 ธันวาคม 2009 นี้เป็นต้นไป
เพราะ ฉะนั้น จึงถือเป็นโครงการที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดในเวลานี้ ทั้งยังถือเป็นโครงการต้นแบบในสายตาของรัฐบาลลาวอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพราะว่าโครง การเขื่อนน้ำเทิน 2 ได้ รับการค้ำประกันความเสี่ยงด้านเงินทุนกู้ยืมต่างประเทศ จากธนาคารโลกเป็นโครงการแรกในลาว เนื่องจากธนาคารโลกนั้น มองว่าเป็นโครงการเขื่อนที่ได้ดำเนินการศึกษาสำรวจเพื่อป้องกันผลกระทบต่อ สังคมและสิ่งแวดล้อมธรรมชาติอย่างได้มาตรฐานสากล
ยิ่งไปกว่านั้น โครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 ยังถือเป็นโครงการที่สอดคล้องกับเป้าหมายแห่งสหัสวรรษของธนาคารโลก ซึ่งว่าด้วยการลบล้างความยากจนในโลกนี้ให้ได้อย่างสิ้นเชิงภายในปี 2020 เป็นอย่างช้าอีกด้วย ด้านรัฐบาลลาวเองก็ได้วางแผนการที่จะนำเอารายรับที่ได้จากการขายกระแสไฟฟ้าให้กับไทยที่คิดเป็นมูลค่ารวมถึง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในตลอดระยะสัญญาซื้อขาย 25 ปีต่อไปนี้นั้น ไปใช้ในโครงการพัฒนาต่างๆที่มีเป้าหมายเพื่อลบล้างความยากจนในลาวเป็นด้านหลัก
อัน ที่จริงๆแล้วก็เป็นเพราะธนาคารโลกนั่นเองที่ได้ไปชี้แนะให้รัฐบาลลาวต้องยึด ถือตามเป้าหมายแห่งสหัสวรรษดังกล่าวนี้ด้วย ซึ่งเมื่อประกอบกับการที่รัฐบาลลาวเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดเลย ในขณะที่รัฐบาลลาวนั้นก็ยังต้องพึ่งพาการช่วยเหลือด้านงบประมาณจากต่าง ประเทศเป็นด้านหลัก อย่างเช่นเมื่อปีที่แล้วรัฐบาลลาวก็ต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากต่างประเทศคิด เป็นมูลค่ารวมกันมากกว่า 560 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 50% ของงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลลาวในตลอดช่วงแผนการประจำปี 2008-2009 ที่ผ่านมาเลยทีเดียว
กล่าว สำหรับแนวทางหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายของธนาคารโลกได้แนะ นำรัฐบาลลาวเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายแห่งสหัสวรรษดังกล่าวให้ได้ ก็คือการพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นหม้อไฟแห่งเอเชียนั่นเอง
ทั้ง นี้เพราะจากการศึกษาสำรวจทรัพยากรแหล่งน้ำสายต่างๆในลาวนั้นพบว่าศักยภาพใน การผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานน้ำในทั่วประเทศลาวนั้นมี อยู่มากกว่า 30,000 เมกกะวัตต์ ซึ่งถ้าหากสามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้จริง ก็จะทำให้รัฐบาลลาวมีรายได้จากการส่งออกกระแสไฟฟ้าคิดเป็นมูลค่าถึงกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในแต่ละปี หรือมากกว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดของลาวในปัจจุบันนี้ถึง 6 เท่า และก็ยังคิดถัวเฉลี่ยเป็นรายได้ต่อหัวของประชากรลาวทั้งประเทศได้ถึง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีเลยทีเดียว
โดย ถ้าหากมองจากตัวเลขกลมๆดังกล่าวนี้ก็น่าจะถือได้ว่าเป็นทางเลือกที่สอดคล้อง กับสภาพทางภูมิศาสตร์ของลาวเป็นอย่างยิ่ง เพราะพื้นที่กว่า 70% ของเนื้อที่ทั้งหมดในลาวที่มีอยู่ 236,800 ตารางกิโลเมตรนั้น เป็นเขตภูเขาที่คนลาวเรียกว่าเขตภูดอย ซึ่งสามารถทำการเกษตรได้เพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน 2 ใน 3 ของจำนวนประชากรลาว 6 ล้านคนในเวลานี้ก็มีรายได้เฉลี่ยไม่ถึง 2 ดอลลาร์ สหรัฐต่อคนต่อวัน ซึ่งถือว่าเป็นรายได้เฉลี่ยที่ต่ำกว่าเส้นมาตรฐานความยากจนหรือกล่าวอีก อย่างหนึ่งก็คือประชาชนลาวกลุ่มนี้จัดเป็นกลุ่มประชากรที่มีฐานะความเป็น อยู่ที่ยากจนอย่างยิ่งนั่นเอง
เพราะ ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใดเลยที่รัฐบาลลาวจะตั้งเป้า หมายที่จะพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นหม้อไฟแห่งเอเชียดังกล่าวให้ได้ โดยที่มีธนาคารโลกคอยให้การสนับสนุนอย่างเต็มกำลังอีกด้วย
แต่ การที่ลาวจะสามารถไปถึงเป้าหมายดังกล่าวได้นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเพราะอย่างน้อยที่สุดในเวลานี้ ก็มีปัญหาอุปสรรคที่คอยขัดขวางอยู่ 3 ประการด้วยกัน กล่าวสำหรับประการแรก ก็คือการคัดค้านจากบรรดาองค์การอนุรักษ์สภาพแวดล้อมธรรมชาติทั้งในไทยและในระดับสากล
อย่างเช่นพันธมิตรเพื่อปกป้องแม่น้ำโขง (Save the Mekong Coalition) ที่เพิ่งจะก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ โดยความร่วมมือของบรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกว่า 100 องค์กร จากทั่วโลกนั้น ก็ได้ประกาศตัวอย่างชัดเจนแล้วว่าจะเคลื่อนไหวคัดค้านทุกโครงการเขื่อนใน ลุ่มแม่น้ำโขง ด้วยเหตุผลที่ว่าเขื่อนจะทำลายระบบนิเวศธรรมชาติและก็จะปิดกั้นเส้นทางอพยพ ของปลา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านเสบียงอาหาร และเศรษฐกิจของประชาชนในลุ่มน้ำสายนี้อย่างกว้างขวาง
ส่วน ประการที่สอง ก็คือข้อจำกัดในด้านเงินทุน ซึ่งทำให้รัฐบาลลาวไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้าไปลงทุนก่อสร้างเขื่อนในลาว ให้ได้อย่างแท้จริงเท่านั้น และประการที่สามนั้น คือผู้รับซื้อกระแสไฟฟ้าจากลาว โดยในเวลานี้ที่ได้ลงนามร่วมกับรัฐบาลลาวในบทบันทึกความเข้าใจร่วม (MOU) ว่าด้วยการรับซื้อกระแสไฟฟ้าจากลาวแล้วนั้น ก็มีอยู่ 3 ประเทศเท่านั้น ซึ่งก็คือไทย 7,000 เมกกะวัตต์ ภายในปี 2015 กับเวียดนาม 5,000 เมกกะวัตต์ และกัมพูชา 3,000 เมกกะวัตต์ ภายในปี 2020
แต่ MOU ที่ ว่านี้ก็ยังจะต้องมีการเจรจาเพื่อตกลงราคาค่ากระแสไฟฟ้าที่จะซื้อขายระหว่าง กันให้ได้เสียก่อนแล้วจึงจะมีการลงนามในสัญญาว่าด้วยการซื้อขายกระแสไฟฟ้า ระหว่างกันอย่างเป็นทางการต่อไป
นอกจากนี้ เมื่อประกอบกับปัญหาวิกฤติการณ์เศรษฐกิจ-การเงินโลกในเวลานี้ซึ่งไม่เพียงจะส่งผลทำให้ยากต่อการหาแหล่งเงินทุนเท่านั้น แต่เศรษฐกิจ ที่ตกต่ำลงในช่วง 3 ปีมานี้ ก็ยังทำให้ระดับความต้องการในด้านพลังงานไฟฟ้าในไทยลดลงอย่างมากอีกด้วย
ทั้งนี้โดยนักอนุรักษ์ฯ ที่เป็นสมาชิกใน Save the Mekong Coalition นั้น ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ประมาณการเกี่ยวกับความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในไทยเกินความเป็นจริง และที่ได้มีการประมาณการผิดพลาดดังกล่าวนี้ ก็สามารถเทียบได้กับเขื่อนน้ำเทิน 2 ถึง 6 โครงการเลยทีเดียว
ซึ่งนั่นก็หมายความว่า MOU ที่ได้ตกลงร่วมกับไทยที่ 7,000 เมกกะวัตต์ภายในปี 2015 นั้น ก็จะต้องเลื่อนระยะเวลาออกไปด้วย และในเมื่อว่าผู้จะซื้อก็จะเลื่อนกำหนดเวลาดังกล่าวออกไป ทั้งยังจะต้องเผชิญกับการเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านโครงการเขื่อนจาก ฝ่ายอนุรักษ์ฯด้วยแล้วก็ยิ่งจะทำให้ยากยิ่งขึ้นไปอีกที่กลุ่มผู้ลงทุนจะ สามารถหาแหล่งเงินทุนมาสนับสนุนการก่อสร้างเขื่อนในลาวที่มีอยู่มากกว่า 70 โครงการในเวลานี้
ยิ่งไปกว่านั้น การที่คณะผู้เชี่ยวชาญของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงหรือ Mekong River Commission (MRC) ได้เสนอรายงานล่าสุด โดยระบุว่าระดับน้ำในแนวแม่น้ำโขงในปีนี้ได้ลดต่ำลงอย่างรวดเร็วกว่าทุกปี ที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่ามีสาเหตุสำคัญมาจากปัญหาสภาวะโลกร้อน เฉพาะอย่างยิ่ง ในเขตภาคเหนือของลาวนั้นก็มีแนวโน้มว่าระดับน้ำที่ลดต่ำลงในปีนี้จะต่ำถึง ขนาดสามารถที่จะ เดินข้ามฟากแม่น้ำโขงได้เลยทีเดียว
เพราะ ฉะนั้น เมื่อประกอบกับการที่แม่น้ำสาขาสายต่างๆของแม่น้ำโขงที่ อยู่ในเขตประเทศลาวนั้น ก็เป็นแหล่งที่มาของน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงคิดเป็นสัด ส่วนถึง 35% ของ ปริมาณน้ำทั้งหมดที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงในแต่ละปี โดยในที่นี้ก็คือปริมาณน้ำที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูฝนเท่านั้นด้วยแล้ว จึงนับเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่รัฐบาลลาวจะต้องถูกองค์การอนุรักษ์ฯ เคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านอย่างกว้างขวางต่อเป้าหมายที่ลาวจะมุ่งไปสู่การเป็น หม้อไฟแห่งเอเชียดังกล่าว!!!

ใส่ความเห็น
Comments feed for this article